วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เที่ยวเมืองรอง…อุทัยธานี

หนิงว่าเพื่อนๆหลายคนคงยังไม่เคยมาเที่ยวอุทัยธานีแน่ๆ หรือบางคนอาจจะเคยมาแบบแค่แวะผ่านหรือแค่มาไหว้พระ


อันที่จริงหนิงก็จัดอยู่ในประเภทนั้นเหมือนกันคะ คือไม่เคยคิดจะมาเที่ยวอุทัยธานีอย่างจริงจัง จนกระทั่งครั้งที่มานอนพักตอนปั่นจักรยานขึ้นเชียงใหม่ ตอนนั้นทำให้มุมมองที่หนิงมองอุทัยธานีที่เป็นแค่เมืองเล็กๆ กลับรู้สึกอยากรู้จักกันมาขึ้น แต่ก็ไม่มีโอกาสมาลองเที่ยวแบบจริงจังสักที จนกระทั่งปีนี้หนิงวางแผนจะไม่ขึ้นเชียงใหม่ช่วงคริสต์มาส พี่โม่เลยเสนออุทัยธานีมาเป็นตัวเลือกอีกครั้ง แล้วเราก็จัดการจองโรงแรม วางแผนทันทีที่วันลาพักร้อนได้ตามคำขอ


วันนี้เราออกจากกรุงเทพแต่เช้า อันที่จริงอุทัยธานีไม่ได้ไกลมากนัก ระยะทางเหมือนเราขับรถไปหัวหิน  แต่ไหนๆเราก็จะเที่ยวแล้ว เราก็แวะเที่ยวไปเรื่อยๆก่อนเลย หลายคนอาจจะเดาว่าเราจะเดินทางผ่านถนนสายเอเชียผ่าน อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง 


แต่เปล่าเลย วันนี้หนิงกับพี่โม่ขับออกมาทางสุพรรณบุรี เพราะแรกเริ่มเดิมทีกะว่าจะแวะเที่ยวสามชุกแล้วถึงจะไปชัยนาท แต่แล้วแผนก็เปลี่ยน เมื่อเส้นทางจากสุพรรณใกล้กับบ้านไร่มากกว่า เราออกจากสามชุกได้ ก็มุ่งหน้าไปยังบ้านไร่ก่อนเลย


อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีมีอะไรหนอ? 


หลายคนอาจสงสัย แต่หนิงว่าหลายคนมีคำตอบอยู่แล้ว นั่นคือ”ผ้าทอ”บ้านไร่ เป็นสิ่งที่หนิงอยากไปดูมากที่สุด เพราะได้ยินคำร่ำลือว่าสวยงามมาก สนนราคาเหยียบหมื่น เหยียบแสน เลยต้องไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อย แต่นอกจากผ้าแล้ว ที่นี่ยังเคยได้รับฉายาสวิสแลนด์เมืองไทยอีกด้วย อันไหนจะจริงกว่ากัน หนิงว่าใครอยากรู้ต้องมาดูเอง


หลังจากเราออกจากสามชุก google ก็พาเรามุ่งสู่บ้านไร่ด้วยทางหลวงชนบท สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่อ้อย ดังนั้นเพื่อนร่วมทางวันนี้จึงมีแต่รถขนอ้อยตลอดเส้นทาง 

ใครจะเชื่อว่าเส้นทางเส้นนี้อยู่ในเขตภาคกลาง เพราะเราขับไต่เนินขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าเขตอำเภอบ้านไร่


จุดหมายแรกเลยในบ้านไร่คือ “ต้นไม้ยักษ์” ไม่น่าเชื่อว่าที่หมู่บ้านชุมชนบ้านสะนำจะมีดงไม้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยางนา ยางน่อง และต้นผึ้งต้นที่เรากำลังพูดถึง ขึ้นอยู่ปะปนกันในป่าไผ่


ต้นผึ้งที่ว่าใหญ่ขนาด40คนโอบได้ รากหรือพูพอนมีขนาดใหญ่มาก ใครเคยเล่นใต้ต้นจามจุรีสมัยเด็กๆจะนึกออกว่าพูพอนคืออะไร แต่พูพอนจามจุรีนี่ถือว่าเด็กๆ ส่วนพูพอนต้นผึ้งใหญ่พอที่ผู้ใหญ่จะเล่นกันแบบสมัยเด็กๆได้เลย


หลังจากดูดดื่มกับสิ่งของขนาดใหญ่ เราก็หาอาหารกลางวันทานกันสักหน่อย จะว่าไปแล้วถ้ามาเที่ยววันธรรมดา ร้านอาหารหลายแห่งเขาก็ปิดพักผ่อนรอขายกันวันเสาร์ อาทิตย์ดีกว่า โชคดีที่ว่าร้าน”สวนอาหารชายเขา”เปิด เราเลยรอดตาย แถมอาหารอร่อยซะด้วย ใครผ่านมาลองแวะทานกันได้ ไม่ผิดหวัง



หลังทานข้าวกลางวันอิ่ม เราก็ได้เวลาไหว้พระกัน พี่โม่พาไปวัดในอำเภอบ้านไร่นั่นละ “วัดผาทั่ง” ที่นี่มีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ แต่ที่หนิงชอบกับเป็นพญานาคสามเศียรตรงทางเข้าโบสถ์หลวงพ่อโต หนิงว่าคนปั้น ปั้นได้สวยงามมาก แถมเป็นพญานาคที่มกรกำลังคายออกมาด้วย สวยดี 



สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้ในวันนี้คือการไปดูผ้าทอ “ลาวครั่ง” ผ้าทอตีนจกที่ย้อมครั่งเป็นสีแดง 

พี่โม่พาหนิงไปยัง”ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าไหร่ ที่นี่หนิงได้เห็นผ้าทอแบบดั้งเดิมที่มีการสืบทอดมา 4รุ่นอายุคนนับจากการอพยพมาจากลาว อันที่จริงแล้ว เขาบอกว่าผ้าอาจจะเรียกว่าลาวครั่งก็ได้ หากแต่จริงๆแล้ว คนทอคือ “ลาวเวียง” ก็คือลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์นั่นเอง จะเรียกว่าอพยพก็ไม่เชิง แต่ถูกกวาดต้อนมาก็ไม่ผิด ด้วยความสงสัยหนิงเลยถามต่อว่าแล้วเหตุใดจึงมาตั้งรกรากกันในที่ไกลโพ้นขนาดนี้ คำตอบคือ การอพยพย้ายถิ่นมา เกิดจากว่าทัพที่นำมา มาตั้งทัพรอศึกอยู่ตรงไหน ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า พากันมาตั้งทัพรอพม่าแถวเนินเขาแถวนี้ ใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่ามาเชื่ออะไรหนิงมากนะคะ ก็เล่าสู่กันฟังตามที่คุยกับคนท้องถิ่นมา

ผ้าลาวครั่งความสวยงามนอกจากสีสันที่สดใจจากสีแดงครั่งแล้ว ยังมีลวดลายที่ละเอียด ประกอบกับการทำลายแบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งการใช้ไหม หรือด้ายที่มีขนาดเล็ก จนทำให้เกิดลายที่ละเอียด สวยงามมาก

ผ้าที่นี้ราคาถูกสุดคือ2,800บาท เป็นผ้ามีตำหนิอันเกิดจากใช้ด้ายผิดประเภท นอกนั้นราคา 5,000ถึงหมื่น ส่วนที่เข้าตู้คือหลักแสน ที่มีคนจับจองไปแล้วด้วย


เฮ้อ..ถึงแม้วาสนาเราจะไม่มี แต่สามีก็ใจดีเกินคาด เมื่อท่านซื้อผ้านุ่งให้1ผืน วันนี้คงจะต้องกราบงามๆ ตามใจท่านไปทั้งทริป😁


หลังจากเสร็จภาระกิจที่บ้านไร่ เราก็มุ่งหน้าเข้าเมืองมายัง “ค่ำนี้ที่อุทัย” เกสต์เฮาส์ขนาด4ห้องนอน ที่พักสะอาด ห้องขนาดกระทัดรัด ตั้งอยู่ในเมือง คืนนี้โชคดีเพราะทั้งตึก มีเราแค่2คน

ก่อนจบวันพี่โม่พาหนิงขึ้นไปชมเมืองที่จุดชมวิว วัดเขาสะแกกรัง หรือวัดสังกัสรัตนคีรี สามารถชมพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้นฟ้าได้ แต่คนละเวลา😁




 



อาหารเย็นจบที่ “ร้านนายโต้ง อาหารปลาแม่น้ำ” ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นกัน


พรุ่งนี้จะไปเที่ยวธรรมชาติในอุทัยธานี เขาว่าดีงาม แล้วจะมาเล่าต่อว่ามันดีแค่ไหน

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถนนสาย13...หลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์ ตอนที่3 กิ่วกะจำ จำไม่รู้ลืม

         ถนนสาย 13…หลวงพระบาง  สู่เวียงจันทน์  ตอนที่ 3 กิ่วกะจำ จำไม่รู้ลืม


จากหลวงพระบางมุ่งหน้าเวียงจันทน์นี้ ถนนที่เราใช้เป็นถนนสายเดียวที่วิ่งตรงเข้าเวียงจันทน์นั้นคือสาย13 มีคนเขาว่ากันว่า ถนนสายนี้เป็นสายหลักที่ดีที่สุดในลาว จริงแท้ประการใด เราคงต้องปั่นไปให้จบ จะได้รู้ว่าจริงหรือไม่  แต่ที่แน่ๆ กว่าจะปั่นไปถึงเวียงจันทน์ เราต้องปั่นข้ามเขาไปอีกไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก ความสูงของเขาแต่ละลูกก็ไม่ต่ำกว่า1000เมตรจากระดับน้ำทะเล  พี่เยาว์แจกแผ่นที่ของเส้นทางให้เราทุกคน พอเห็นแล้วให้ใจสั่น วันแรกที่ออกมาจากน่าน เห็นในแผ่นที่มีเขา3ลูก เห็นแล้วนึกว่ากระจอก  ที่ไหนได้ เล่นซะอ่วมอรทัยทีเดียว  คราวนี้ไม่อยากจะดูแผ่นที่กันเท่าไหร่ เอาเป็นว่าปั่นให้ถึงก็พอ 

เช้านั้นเราถูกโค้ชโหดสั่งให้ออกแต่เช้า 6โมงกว่าๆ เราก็ทยอยกันออกไปร้านประชานิยม ไหนๆก็มาแล้วหลวงพระบางกันแล้ว จะไม่ไปกินอาหารที่ร้านนี้หน่อยก็คงจะมาไม่ถึงหลวงพระบางเป็นแน่ พอไปถึงร้าน พวกเราก็สั่งอาหารกันแหลกราญ เพราะทุกคนรู้ว่าก่อนเที่ยงต้องทั้งเหนื่อยทั้งหิวกันแน่ๆ ดังนั้นแล้ว กินไปให้มันมากที่สุดเท่าที่กระเพาะมันจะรับได้ แต่ก็ไม่ให้ล้นกระเพาะจนทะลักปากเป็นแน่

หนิงจัดแจงซื้อบาเก็ต ขนมปังสัญชาติฝรั่งเศส แต่ไส้เป็นลาวปนไทยไปกินระหว่างทาง
ส่วนพี่ทองก็สั่งไข่ต้มไว้สำหรับพวกเรายามฉุกเฉิน 

หมายที่เราต้องไปให้ถึงวันนี้คือกิ่วกะจำ  ที่พักบนเขาที่นักเดินทางทั้งหลายไม่ว่าจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถสิบล้อต้องมาพักกันเสมอ สิ่งหนึ่งที่หนิงได้รับคำเตือนมาคือ ที่พักที่นี้เขาเรียกโรงเตี๊ยมมากกว่าโรงแรม และที่สำคัญ ผีดุ  แน่นอนผีนะเรากลัวแน่นอน แต่ถ้าไม่ได้นอนคนเดียวก็อุ่นใจไปได้ นอกจากinformationที่บอกมา กิ่วกะจำก็เป็นแค่เมืองผ่านเท่านั้น ไม่ได้ยินใครบอกให้ต้องมาแวะมาเที่ยวเลยสักคน

หลังจากท้องอิ่ม เราก็ต้องอำลาหลวงพระบางกันแล้ว แล้วยังต้องอำลากิ๊ฟอีกด้วย กิ๊ฟต้องกลับก่อน  เพราะจากนี้ไปพวกเราต้องปั่นกันอย่างเดียว  ถึงจะมีรถเก็บพวกขาอ่อน  แต่อย่าได้หวังเลยว่าจะได้ขึ้นกันง่ายๆ  เพราะเพื่อนที่ปั่นอยู่ด้วยกันคงไม่ยอมให้ขึ้นรถกันง่ายๆถ้าไม่สาหัสจริงๆ

เราปั่นออกเป็นขบวน จักรยาน16คัน รวมของพี่เอ๋ที่ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยที่หลวงพระบางเมื่อวาน  พี่เอ๋เลยไม่มีข้ออ้างใดๆที่จะขึ้นรถหรือหนีกลับก่อน ทางออกนอกเมืองมุ่งหน้าถนนสาย13 ยังคงจอแจด้วยผู้คน เด็กๆยังไปโรงเรียนกัน สาวน้อยนุ่งซิ่นไปเรียนหนังสือน่ารักดี ชาวบ้านขี่รถเครื่องบ้างออกไปทำงาน  งานสวน งานไร่ ส่วนพวกเราขี่จักรยานเพื่อท่องเที่ยวต่อไป

ถนนสาย13 เมื่อหลายปีก่อนเป็นข่าวโด่งดังมาก จากข่าวที่มีนักท่องเที่ยวถูกยิงตายในขณะปั่นจักรยานเล่น จากที่สอบถามพี่วัช ช่วงนั้นลาวยังคงมีปัญหาภายในประเทศประมาณแบ่งข้างซ้าย ขวา พวกที่หนีเข้าป่าก็ใช้วิธีลอบกัดดักยิงคนที่ผ่านไปมาและสงสัยว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล ทำให้ฝรั่ง2คนถูกยิงเสียชีวิต  เท่าที่พี่วัชเล่า ฝรั่ง2คนนั้นไม่ใช่นักเดินทางด้วยจักรยานเป็นหลัก  แต่เข้าใจว่าเช่าจักรยานมาจากวังเวียงแล้วปั่นเที่ยวมาเรื่อยๆ  ฟังแล้วก็น่ากลัวทีเดียว  แต่ตอนนี้เหตุการณ์ปกติแล้ว เราสามารถปั่นบนถนนสายนี้ได้อย่างสบายใจไร้กังวล
 
หลังจากเข้าถนนสาย13 เส้นทางยังคงเต็มไปด้วยบ้านเรือน  กลุ่มจักรยานเริ่มแตกออกเป็นกลุ่มเล็ก  หลายคนจับคู่ไปด้วยกัน บางคนไปแบบคนเดียว หนิงยังแปะอยู่หลังพี่โม่ หลายคนแซงเราไปแบบสบายๆ เสียงวอแจ้งมาว่าพี่เอ๋โซ่ขาดอีกแล้ว  หนิงแอบขำแล้วบอกพี่โม่ว่า พี่เอ๋แรงเยอะจริงๆ  แต่ไม่นานหนิงก็เห็นพี่เอ๋นั่งรถพี่ทองผ่านเราไป แถมมีพี่ก้อยพ่วงติดไปด้วย 

ทางเริ่มขึ้นเนินมาเรื่อยๆ  ขอย้ำว่าเป็นแค่เนิน แต่เป็นเนินยาว ที่ไม่รู้ว่าจะลงเนินเมื่อไหร่ รถเริ่มน้อยลง  แต่หมู่บ้านก็ยังตั้งกันประปราย  หนิงเห็นพี่ไก่อยู่ข้างหน้า หวังจะปั่นไปให้ทัน  แต่แล้ว ก็เป็นทางลงเนินซะนี้ ประกอบกับเบาะที่นั่งของพี่โม่มีปัญหา ต้องหยุดแก้ไข เราเลยไม่ได้แซงพี่ไก่เลย แถมพี่หมีก็ป่ันแซงไปซะอีก

หลังจากปั่นขึ้นๆลงๆเนินมานาน ในที่สุดหนิงก็มาทันพี่ไก่  หนิงชี้ชวนให้พี่ไก่ดูข้างทางที่เราผ่าน  หมู่บ้านชาวลาวที่ใช้ชีวิตง่ายๆ  เด็กน้อยที่กำลังนั่งขี้อยู่ข้างถนน  ขอย้ำว่าข้างถนนจริงๆ เราเห็นลูกหมูที่เวลาข้ามถนนมันยังรู้จักรอให้รถผ่านก่อนแล้วถึงข้าม ทำให้หนิงคิดว่า หมูไม่ได้โง่อย่างที่คนอื่นเขาว่ากัน พวกเด็กลาวพอเห็นพวกนักปั่น ปั่นผ่าน วิ่งร้องดีใจ  โบกมือให้ ทำอย่างกับเราเป็นนักแข่งตูร์ เดอ ฟรอง ภาพเหล่านี้เราอาจพอจะเห็นบ้างหากนั่งรถผ่าน  แต่รายละเอียดต่างๆเราคงไม่เห็นแน่ ถ้าไม่ได้ปั่นจักรยาน  หลายคนมักถามเสมอว่าทำไมชอบปั่นจักรยานเที่ยว  สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนิงเห็นความแตกต่างจากการเที่ยวแบบอื่นคือ การนั่งรถเที่ยวเราไปได้เร็ว เราอาจเห็นสองข้างทางที่ผ่าน  แต่เราไม่เห็นรายละเอียด  หากเราเดินเที่ยว เราย่อมซึมซับวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี เพียงแต่เราคงต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้น การปั่นจักรยานไปได้เร็วกว่าเดิน และเก็บรายละเอียดและเข้าถึงวัฒนธรรมได้มากกว่านั่งรถ  อีกอย่างที่หนิงไม่ลืมที่จะตอบคำถามคือ  กลิ่นและเสียง  นอกจากตาที่มองเห็น กลิ่นและเสียงคืออีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเที่ยวแบบปั่นจักรยานสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ครั้งหนึ่งหนิงเคยไปปั่นจักรยานขึ้นเขาใหญ่ ในโซนที่ขึ้นเขาเขียว เสียงที่ทำให้รู้สึกว่าการปั่นจักรยานสมบูรณ์แบบคือ เสียงร้อง ‘ ผัว ผัว ผัว’ ของชะนีนั้นเอง  มันทำให้วันนั้นเป็นวันที่แน่ใจว่าเรากำลังปั่นจักรยานขึ้นมาบนป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เสียงของวันที่ปั่นไปกิ่วกะจำเป็นเสียงเพลงเบาๆจากเครื่องเสียงติดรถที่พี่โม่หามา บวกกับเสียงโซ่ที่บดบี้ไปกับเฟืองตามจังหวะอย่างช้าๆ เป็นเสียงที่บอกว่า เรากำลังปั่นขึ้นเขา เสียงหอบเวลาพูด  หรือเสียงวอที่บอกมาจากข้างหน้าว่าเจออะไรบ้าง มันรวมเข้าด้วยกัน จนทำให้การท่องเที่ยวบนอานจักรยานไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เร้าใจได้ตลอดเวลา 

แค่ชั่วพริบเดียวที่เรามัวแต่มอง2ข้างทาง เราก็เริ่มป่ันขึ้นเขากันแล้ว ซ้ายมือเรามองเห็นเมือง ลำน้ำคานที่คดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง เสียงรถเร่งเครื่องเพื่อจะขึ้นเขา เราสองคนต้องคอยหลบขวาให้รถผ่านไปก่อน  คนลาวขับรถดีกว่าคนจีน และแน่นอนดีกว่าคนไทย  เราเลยรู้สึกสบายใจที่จะปั่นกันมาก  พี่ไก่ทิ้งห่างไปข้างหลัง หนิงกับพี่โม่ตั้งหน้าตั้งตาปั่นขึ้นให้เร็วที่สุด  แต่ความเร็วก็ไม่เกิน 10กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปได้  บางช่วงลดลงมาที่ความเร็ว 6-8กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยซ้ำ เรายังคงปั่นกันไปเรื่อยๆ มองข้างทางก็เห็นเมืองอยู่เบื้องล่าง มองไปข้างหน้า ก็เห็นมีแต่เขา เส้นทางเส้นนี้ เราจะเจอเขา2ลูกใหญ่ด้วยกัน นอกจากเราจะปั่นขึ้นไปถึงยอดแล้ว  เรายังต้องปั่นสันเขาไปเรื่อยๆ

หลังจากเราปั่นมาหลายชั่วโมง หนิงก็ได้ยินเสียงวอบอกให้เรารู้ว่า เรากำลังถึงที่พัก อันเป็นจุดชมวิวบนเขาลูกแรก ก่อนจะถึงที่พักเราเกือบจะหมดแรงไปตามๆกัน เพราะอากาศในฤดูฝนนี้มักจะอ้าว และทำให้เราร้อนกว่าปกติ เหงื่อที่ออกเป็นน้ำ ดีที่ว่าที่จุดชมวิวมีพี่ทองและน้ำเย็นรอเราอยู่ที่นั้น
เราเจอกลุ่มแรกๆที่หนีเรามาก่อน พี่หมีเก่งมาก เพราะปกติพี่หมีจะห้อยอยู่ข้างหลัง วันนี้พี่หมีหนีหนิงกับพี่โม่มาเฉย คนที่มาก่อนนานพอพักจนหายเหนื่อย ก็ออกเดินทางกันต่อ หนิง พี่โม่ พี่หมี พี่ เอ๋ พี่ก้อย พี่ยอด และน้าโทนรอกลุ่มหลังได้สักพัก น้าโทนก็ขอตัวปั่นไปก่อน เพราะน้ากลัวจะช้าล้าหลัง ส่วนพี่ยอด ยังสนุกกับการถ่ายรูปและหนิงบอกว่าอย่าหนีไปเลย ไปด้วยกันเถอะ บาเก็ตที่หนิงซื้อมาได้รับเชิญให้ออกมาทำหน้าที่กำจัดความหิว พวกเราแบ่งๆกันไป ก็ช่วยให้มีกำลังมากขึ้น  และไม่นานเกินรอพี่หมู พี่ไก่กับพี่วัชก็ตามขึ้นมา  พี่ไก่เก่งมาก เพราะหนิงยังคิดว่าพี่ไก่คงจะวอให้รถไปรับเป็นแน่

พวกเราทยอยกันออกตัวอีกครั้งทิ้งผู้มาใหม่2คนให้พักหายเหนื่อยก่อน  คราวนี้พ่อหมูกับแม่หมีปั่นไปด้วยกัน กลุ่มเริ่มแตกอีกครั้ง หนิงกับพี่โม่ สมัครใจปั่นไปไม่ห่างจากพ่อหมูและแม่หมีเท่าไหร่ เพราะเมื่อครั้งไปปั่นเฉลิมพระเกียรื์ต เราก็ปั่นอยู่ด้วยกัน 4คนเป็นประจำ เหนื่อยก็หยุดถ่ายรูป มาคราวนี้ เราก็ทำแบบเดิม  ไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่

บนสันเขาที่ลาว มักมีหมู่บ้านอยู่หลายหมู่บ้านทีเดียว แต่ละหมู่บ้านหนิงจะเห็นจานดาวเทียมใหญ่ยักษ์อยู่หลายบ้าน หลังบ้านเขาจะเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อยู่กันแบบพอเพียง  ผู้ชายก็ทำไร่ พูดถึงไร่บนเขา เขาในลาวถูกรุกรานเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อน หลายปีก่อน หนิงเคยมาปั่นบนถนนสายนี้ แต่ไม่ได้ปั่นครบระยะ ครั้งนั้นต้นไม้ดูเยอะกว่านี้ หมู่บ้านดูไม่หนาตาเท่านี้ อย่างว่าความเจริญมันกำลังเข้ามาสู่ทุกแห่งหนในลาว วันหนึ่งมันคงจะไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่

ระยะทางที่ปั่นบนสันเขาไม่น้อยเลย เราปั่นอย่างช้าๆ เพราะมันขึ้นเขานิดๆตลอดเวลา มีไหลลงบ้างเป็นช่วงๆ พอให้ได้พักขา เสียงพี่ก้อยบอกทางข้างหน้าเป็นระยะ แสดงให้เห็นว่าพี่ก้อยกำลังจะลงเขา พวกเรา4คนเริ่มมีความหวัง แต่โค้งแล้วโค้งเล่าก็ยังไม่เห็นทางลงซักที ก่อนจะหมดแรงกันซะก่อน เราก็เจอทางลงเขาเข้าจนได้ พี่หมีทิ้งตัวลงเขาไปด้วยความรวดเร็ว เป็นเพราะน้ำหนักตัวที่มากกว่า และความชอบส่วนตัวในการลงเขา พี่หมีทำได้ดีกว่าขึ้นเขาเยอะ อย่างที่หนิงเล่าในตอนแรกๆว่าพี่หมีเบื่อการนั่งรถตาม เลยยอมมาขี่จักรยานด้วยกันและพี่หมีก็สนุกกับมันมาก  พี่หมูสามีพี่หมีเคยเล่าว่า พี่หมูซื้อจักรยานให้พี่หมีขี่เมื่อหลายปีก่อน  แต่พี่หมีก็ไม่สนใจ พี่หมีสนใจแต่เล่นโยคะ จนพี่หมูถอดใจไปแล้ว  แต่เมื่อพี่หมีกลับจากเที่ยวจีนหนนั้น พี่หมีก็ลองเอาจักรยานมาซ้อมขี่ที่สวนรถไฟ เมื่อขี่ได้พอประมาณก็เริ่มออกทริประยะสั้น จนสามารถออกทริปยาวและออกทัวร์ได้ในที่สุด  และพี่หมีกลายเป็น Bike Loverไปอีกคน พี่หมีรู้จักกลุ่มจักรยานหลายกลุ่มเพราะเข้าไปแจมเขาบ่อย  บ่อยกว่าน้องๆหลายคนที่ปั่นจักรยานมานานด้วย ถ้าใครคิดจะทำให้ภรรยาหันมาขี่จักรยาน ลองทำแบบพี่หมูสิ พาไปนั่งรถให้เบื่อสุดๆ แล้วหาจักรยานให้ลองปั่นดู เผื่อจะได้ผล แต่ถ้าไม่ได้ผล ก็คงต้องทำใจ ปั่นไปกับเพื่อนฝูงแทน   แต่หวังว่าภรรยาคงจะเข้าใจมากขึ้นด้วยนะ ฮะ ฮะ ฮะ

หนิงไหลลงปิดท้ายขบวน ระยะทางลงเขามีเป็นสิบ สิบกิโล นับไปนับมาก็เกือบ 20กิโลเห็นจะได้  เพราะเราไต่อยู่บนเขาก็ระยะทางประมาณนี้ เพราะงั้น ขึ้นเท่าไร ลงเท่านั้น หนิงกำเบรค กำปล่อย กำปล่อยเป็นระยะ เส้นทางเริ่มไม่ดีมีหลุมบ่อมากขึ้น  เท่าที่สังเกต จะเป็นทางโค้ง เพราะทางเหล่านั้นเป็นทางน้ำ เข้าใจว่าถ้าฝนลงหนักๆ  น้ำป่าก็คงไหลลงทางนั้น เลยเซาะพื้นถนนเล่นแก้เซ็ง  คนใช้ถนนเลยเซ็งตามๆกัน รัฐบาลก็เริ่มออกมาซ่อมถนนเป็นช่วงๆ  พวกเราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
 
เล่าถึงพี่หมี ก็อดไม่ได้ถ้าไม่เล่าเรื่องพี่หมู  พี่หมูรู้จักกับหนิงมานานหลายปี เพราะพี่หมูหันมาเล่นไตรกีฬานั้นเอง เล่นจนน้ำหนักลด แข็งแรง พี่หมูเองก็พิศมัยจักรยานเหมือนกัน หลังจากทำความรู้จักกันได้สักพัก โดยเฉพาะลงเขา  พี่หมูจะไหลลงเร็วกว่าเพื่อนๆที่มาด้วยกัน  แต่ครั้งหนึ่งที่พี่หมูล้มจนซี่โครงร้าว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้พี่หมูขยาดการลงเขาเลยทีเดียว เห็นได้จากวันนี้  พี่หมีกับพี่โม่ไหลไปไกลพอควร  แต่พี่หมูอยู่ไม่ห่างหนิงเท่าไหรนัก

คนขี่จักรยาน ใครไม่ล้มเป็นเรื่องแปลกมาก มีอยู่ปีหนึ่งหนิงจักรยานล้มประมาณ 3ครั้ง ล้มหนักสุดถึงขนาดต้องหยุดงานไป1อาทิตย์ เพราะนิ้วซ้น จนหนที่3 พ่อออกอาการโมโห ดีที่ว่าหนที่3ไม่เจ็บเท่าไหรเลยรอดตัวไปได้  เพียงแต่เมื่อล้มแล้ว ใครจะหายขยาดเร็วกว่ากัน แต่พวกเราก็จะระวังตัวกันมากขึ้น ไม่ให้การล้มครั้งต่อไปเหมือนครั้งที่แล้ว พูดให้ดูดี คือล้มให้มันเป็นท่าหน่อย

ถนนสายนี้มีรถใหญ่ค่อนข้างเยอะ  เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นถนนหลักจากหลวงพระบางสู่เวียงจันทน์และผ่านเมืองใหญ่หลายเมือง ดังนั้นสินค้าหลายอย่างเลยถูกส่งผ่านทางถนนซะมากกว่า แต่รถพ่วงที่นี้ก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจกับจักรยาน แต่จะเป็นรถตู้สำหรับนักท่องเที่ยวซะมากกว่า ที่บางครั้งหนิงถึงกับต้องกระโดดลงจากจักรยาน เพื่อหลบข้างทางก่อนที่จะถูกเสยเอา  แต่พวกเราก็เอาตัวรอดกันมาได้

หลังจากเราไหลลงเขามาจนปวดแขน เราก็เจอลำน้ำใหญ่ มีหมู่บ้านตั้งอยู่ที่นั้น ครั้งก่อนที่หนิงปั่นมาทางนี้ลำน้ำแทบจะไม่มีน้ำเลย โขดหินผุดเต็มไปหมด  แต่วันนี้น้ำเยอะมาก ดูกระแสน้ำแล้วก็น่ากลัวซะจริง ตกลงไปคงลอยตามน้ำหาทางขึ้นฝั่งไม่ได้แน่  พวกกลุ่มแรกไปรอเราที่ร้านอาหารแล้ว ซึ่งเราต้องป่ันขึ้นจากลำห้วยไปประมาณ 500เมตร ตอนนั้นแอบคิดว่าทำไมร้านอาหารมันไม่อยู่ที่หมู่บ้านข้างล่างนะ แต่พอถึงที่ร้านก็พอจะเข้าใจ เพราะเป็นจุดที่เห็นวิวแม่น้ำและมีห้องน้ำให้เข้าอีกด้วยสบายไป

พูดถึงห้องน้ำ มาปั่นเที่ยวลาวหนนี้ดีกว่าไปเมืองจีนอยู่อย่างไม่ต้องบุกป่าไปเข้าห้องน้ำธรรมชาติ เพราะตามทางมีห้องน้ำสาธารณะให้เข้า  ถึงจะต้องเสียตัง2000กีบก็ถือว่าสบายแล้ว ที่สำคัญมีน้ำทำความสะอาดส้วมด้วย ไม่เหมือนเมืองจีน ฉี่ซ้ำฉี่ซากเป็นอาทิตย์ เขาถึงจะมาล้างให้ เห็นแล้วงดข้าวไป7วันเลย

อาหารกลางวันมื้อนั้นไม่ได้พิเศษอะไรมาก พวกเรากินอาหารบ้านๆอย่างไข่เจียว ผัดผัก ไก่ทอด แต่ที่เด็ดคือน้ำพริกแมงดา  มันอร่อยกลมกล่อม กลิ่นหอมของแมงดามันกรุ่นมาก ทำให้หลายต่อหลายคนเจริญอาหารดีนักแล

หลังอาหารไม่นาน ขบวนก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง  พี่ยอดพบว่ายางล้อหลังรั่วเลยมีการเปลี่ยนยางกันก่อนออก เรื่องดีเรื่องหนึ่งของการเป็นลูกผู้หญิงเลยคือ เวลาต้องปะ เปลี่ยนยาง มักจะได้รับความอุปถัมป์จากชายหนุ่มเสมอไม่มากก็น้อย อาจเพราะขืนปล่อยให้หล่อนๆทำกันเองมีหวังอีกนานกว่าจะเสร็จ พี่ยอดก็เช่นกัน หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่สุมหัวกันมาช่วยสุดชีวิต

พอเปลี่ยนเสร็จ กลุ่มสาวๆก็ออกตัว  ขาแรงเขาไปก่อนอยู่แล้วแบบไม่รอใคร  จริงๆหนิงประมาณการจากช่วงเช้าว่าไม่น่าจะถึงเกิน4โมงเย็น  ตอนที่ออกตัวรอบบ่าย เวลาก็เพิ่งจะผ่านบ่ายโมงไปไม่นาน พี่ต๋องให้เวลาพักหลังทานข้าวแค่ไม่กี่สิบนาที หลายคนโอดครวญเล็กน้อยว่าโค้ชโหด  แต่พี่แกก็โหดจริงๆ  พี่หมู พี่หมีปั่นนำไปก่อน หนิงพี่โม่ พี่ก้อย พี่เอ๋ พี่ยอด พี่ไก่ และพี่วัช ปั่นเรียงลำดับกันมา และไม่นานหลังออกตัว พี่ยอดก็ยางแตกอีกรอบ คราวนี้ พี่วัชใช้เวลาสักพักค้นหาสาเหตุ อะไรมันจะแตกบ่อยขนาดนั้น ก็เลยพบว่าเพราะปลายสายเบรคที่แตกออกเป็นเส้นๆ มันเข้าไปครูดกับยาง จนทำให้ยางหมดลม หลังจากเจอสาเหตุ หมอใหญ่อย่างพี่วัชก็จัดแจงปิดแคสอย่างเรียบร้อย 

ช่วงบ่ายวันนั้นกลุ่มหลังปั่นหนีกันไม่พ้นสักที  ผลัดกันหนี แล้วไม่นานก็ต้องหยุดจนเพื่อนข้างหลังตามทันอีก เป็นอย่างนี้จนแดดเริ่มอ่อนแสง พวกเราปั่นกันความเร็วไม่ถึง 10กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลย มองข้างทางก็เห็นแต่เขา มันบอกให้รู้ว่าวันนี้ที่สุดแล้ว เราก็ไม่มีทางลงจากเขาไปได้ จากเวลาที่หนิงคาดไว้  บ่าย3โมง
พวกเรายังกระดึบไปไม่ถึงไหน ระยะทางยังเหลืออีก 10กว่ากิโล  กำลังใจจากรถพี่ทองและพี่เยอว์ช่วยเราได้มาก ข้างทางที่เป็นร้านค้าขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พวกเราก็แวะถ่ายรูป  แต่จริงๆเป็นแค่ขออ้าง เราแอบพักกันต่างหาก ขนมที่หนิงพกมาจากเมืองไทยถูกหยิบออกมาแบ่งกันกิน พี่ๆขุดเอาเสบียงส่วนตัวออกมากันใหญ่ เค้กรสชาตดีจากหลวงพระบางเราก็เอามาแบ่งกัน  เกือบ4โมงเย็นแล้วที่พวกเราถึงกับลงไปกองกันข้างถนน แบบออกอาการกันมาก แต่ใจทุกคนก็พร้อมสู้ ไม่มีใครยอมขึ้นรถแม้แต่คนเดียว ข้างทางยังเป็นภาพเดิมๆ ที่ยิ่งเห็นในเวลานั้นยิ่งหดหู่ เขา เขา เขา แต่ยังดีหน่อยที่แสงแดดเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ  แล้วในที่สุด 3สาวพี่ก้อย พี่เอ๋ พี่ยอด ก็มาจุดชมวิวซะก่อน ภาพเบื้องหน้า มีแต่เขาสลับซับซ้อน มองไปไกลๆ เห็นหมู่บ้านเล็กอยู่ข้างหน้า  หนิงแอบคิดในใจว่า ถ้าหมู่บ้านที่เห็นคือกิ่วกะจำ หนิงคงขอขึ้นรถดีกว่า เพียงแต่หนิงรู้จากหลักกิโลว่า กิ่วกะจำมันอยู่อีกไม่ไกลเลย

พี่วัชกับพี่ไก่ตามมาทีหลัง ชี้ชวนให้พวกเราดูภูคูน ที่หมายที่เราจะต้องไปในวันพรุ่งนี้ โอ้พระเจ้า นี้ยังมีเขาต่ออีกวันหรือในวันพรุ่งนี้  แต่ช่างมันเถอะ อนาคตยังอีกไกล เอาวันนี้ให้ถึงก่อนดีกว่า  ว่าแล้วหนิงกับพี่โม่ก็ออกเดินทางต่อ  เสียงพี่ทองกับพี่เยาว์บอกว่าอีกนิดเดียว ลงไปนิดเดียวก็ถึง หนิงกับพี่โม่ตั้งหน้า ตั้งตาปั่น ไหนวะนิดเดียว  ยิ่งปั่น ก็ยิ่งขึ้น  ไม่เห็นมันจะลงเขา ลงเนินตรงไหน  ปั่นขึ้นชัดๆปั่นจนผ่านระยะที่พี่ๆเขาว่า หนิงก็รู้แน่แก่ใจแล้วว่า ไอ้กิโลแม้วที่คนแม้วเขาบอกนั้นมันเป็นยังไง  ความเคยชินของแม้ว นิดเดียวก็ถึง  แต่สำหรับเรา มันเป็นระยะทางที่แสนไกล แต่ในที่สุด เราก็มาถึงจนได้ กว่าจะมาถึง เล่นเอาหนิงกับพี่โม่หมดสภาพไปตามๆกัน พวกพี่ๆที่มาถึงก่อนมุ่งหน้าอาบน้ำ ซักผ้า แล้วมานั่งรอพวกเราอยู่  โกแอนวิ่งออกมาต้อนรับพวกมาถึงใหม่อย่างเอาอกเอาใจ  หนิงกับพี่โม่จัดแจงรีบเก็บรถและเลือกห้องนอน

โอ้แม่เจ้า ห้องนอนที่นี้จะเรียกว่าอะไรดี ห้องเล็กๆที่แค่เตียงก็จะเต็มห้องอยู่แล้ว ผ้าปูที่นอนทียู้ยี้จากการผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน พัดลมกับปลั๊กไฟที่ห่างกันเป็นโยชน์ หนิงได้แต่คิดถึงคำผู้ผ่านมาก่อนทั้งหลายที่บอกว่า “มันไม่ใช่โรงแรม  แต่มันเป็นโรงเตี๊ยม” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเราไม่มีใครเลือกได้ ดีที่ว่าหนิงแอบบอกสาวๆให้เตรียมเครื่องนอนมาเฉพาะ ไม่งั้นคงมีคนโวยหลายคน โดยเฉพาะออย ขานี้คงยอมนั่งหลับเลยทีเดียว 

หนิงอาบน้ำซักผ้าเพื่อจะใช้ต่อในวันถัดไป เวลาเราออกทริป เราไม่สามารถเอาเสื้อผ้ามาได้แบบเต็มที่ หลายคนซักผ้า แห้งบ้าง เปียกบ้าง บางทีก็หนีบผ้าปั่นไปตอนเช้า พอสายๆเจอแดดหน่อยผ้าแห้งค่อยเก็บเข้ากระเป๋า ราวตากผ้าวันนั้นจองกันเต็มเลย หลังจากซักผ้าเสร็จ ถึงคราวต้องอาบน้ำ ห้องน้ำรวมที่นี่น้ำเย็นเจี๊ยบรอเราอยู่  แต่มันให้ความสดชื่นกับเรามากยามเรามาแบบเหนื่อยล้า มันเรียกความสดกลับคืนมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

หัวค่ำ อาหารเย็นก็เริ่มขึ้น หลายคนบ่นๆช่วงหลังของการปั่นจักรยานวันนี้ เพราะทั้งแดดทั้งระยะทางชวนให้เลิกปั่นอยู่ร่ำไป  พี่วัชบอกพวกเราว่า พรุ่งนี้สบาย ปั่นไปไม่นานก็ลงเขา ยาว  เดี๋ยวก็รู้ว่ามันจะจริงอย่างที่ว่ารึเปล่า

กิ่วกะจำคืนนั้นไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด หัวค่ำแล้วร้านค้าอาจจะปิดร้านกลับบ้านนอน  แต่นักเดินทางอย่างรถสิบล้อวิ่งพุ่งเข้ามาจอดกันเต็ม  แต่เสียใจด้วย วันนี้ที่โรงเตี๊ยมนี้เต็มแล้ว เชิญโรงข้างๆได้เลย

คืนนั้นหนิงกับพี่โม่ตัดสินใจไม่ปิดไฟนอน  ใครจะไปนอนลง ลองปิดไฟดูตอนหัวค่ำ  มองไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง กลัวว่าดึกๆนอนๆไป จะเห็นคนไม่พึงปรารถนาอยู่ในห้องด้วย  สู้เปิดไฟนอนดีกว่า เห็นกันจะแจ้งดี เราเข้าไปซุกหัวมุดอยู่ในถุงนอนแบบตัวใครตัวมันตั้งแต่2ทุ่ม ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น  แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี   คืนนั้นหากปิดไฟนอนคงเป็นคืนที่หนิงลืมไม่ลง แล้วหนิงก็คิดถูกเพราะรุ่งขึ้นหลายคนที่ปิดไฟนอนกลับนอนหลับไม่เต็มตา ใครจะนอนลง จินตนาการมันพุ่งเข้ามาในความคิดไม่มีหยุดหย่อน ต่อให้ห้ามความคิด แต่บรรยากาศเงียบสงัด ในห้องแคบๆที่อับชื้น ดีหน่อยตรงที่ไม่ได้กลิ่นตุๆ แต่ที่แน่ๆ ขนาดหนิงเปิดไฟนอน ตอนดึกยังถูกเขย่าขา อะไรเขย่าไม่รู้  รู้แต่ว่าตื่นมาเพราะถูกเขย่า แถมตอนลืมตามามอง ขาก็ยังสั่นจากแรงเขย่าอยู่เลย พอหันไปมองคนข้างๆ  เห็นคนนั้นนอนนิ่งสนิท อ้าวแล้วใครเขย่าขาตูวะ  ว่าแล้วก็คลุมโปงนอนต่อดีกว่า เปิดไฟขนาดนั้น เห็นกันจะๆขนาดนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่อยากจะหาแล้ว นอนดีกว่า  ตัวใครตัวมัน….

นางฟ้า

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ถนนสาย13... จากหลวงพระบางสู่เวียงจันทน์ตอนที่2 1ขีดที่หลวงพระบาง



-->            ถนนสาย 13…จากหลวงพระบางสู่เวียงจันทน์ตอนที่2   1ขีดที่หลวงพระบาง


หลังจากนอนหลับกันเป็นตายมา1คืน กับศึกแรกในการปั่นผ่านด่านน่านสู่หลวงพระบาง  พวกเราลงความเห็นกันว่าถนนช่วงจากด่านผ่านเมืองเงินมาที่ปากแบงมันช่างชันอะไรอย่างนี้  น่าจะเป็นการตัดถนนของช่างชาวไทย  และก็จริงอย่างคาดเมื่อพี่วัชยืนยันว่าถนนช่วงนั้น บริษัทชาติไทยรับสัมประทาน การตัดถนนจึงไม่คำนึงถึงองศาการทำถนน  ต่างจากถนนที่จีน หรือฝรั่งเศสตัดทิ้งไว้ในอดีต  องศาการชันไม่มาก เพราะใช้วิธิอ้อมเขาเอา ซึ่งทำให้การปั่นจักรยานราบรื่นกว่าถนนของชาวไทยมาก

แต่นอกจากถนนที่ชันสาหัสที่เราเจอมาวันแรก  พี่แอนเสนอว่าเราควรกลับมาปั่นเส้นเดิมกันอีกครั้ง  แต่คราวนี้ปั่นไปปลูกต้นไม้ข้างทางไป เพื่อว่าในอนาคต หากใครไปมาบนถนนเส้นนี้ จะได้มีที่หลบแดดมากกว่าจะไปหาหลบใต้หญ้าคากันอีก หรือเราควรปลูกหญ้าคาให้มันหนักกว่านี้ จะได้หลบอยู่ใต้ใบมากกว่า10ใบ

บ้านเรือนที่ถูกอนุรักษ์ไว้
ข้าวเหนียวและกล้วย ขนมสำหรับใส่บาตรยามเช้า
เช้านี้ พวกเราหลายคนตื่นแต่เช้าเพื่อไปตักบาตรข้าวเหนียว หนิงจัดการสั่งจองข้าวเหนียวให้คนละกระติ๊บ แถมด้วยพี่ๆหลายคนจัดขนมลูกอมมาใส่บาตรให้เณรน้อยอีกด้วย  พูดถึงวัฒนธรรมในการตักบาตรของชาวลาวแล้ว มีความแตกต่างกับชาวไทยพอสมควร  คนที่นี้จะใส่แต่ปั้นข้าวเหนียวลงบาตรพระ  ไม่ใส่กับข้าวคาวหวานเหมือนคนไทย และไม่มีการให้พรเมื่อใส่บาตรเสร็จ  พระที่นี้จะเดินยาวเป็นแถว  มาจากหลายวัดในเมืองหลวงพระบาง หลังจากชาวบ้านใส่ข้าวเหนียวจนเสร็จ หากมีข้าวเหนียวเหลือจากการใส่บาตร ก็ปั้นเป็นก้อนๆวางบนกำแพงวัด เป็นทานกันสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้น ส่วนกับข้าว ชาวบ้านจะนำไปถวายพระที่วัดก่อนที่พระจะฉันมื้อเช้า การใส่บาตรที่นี้ต้องมีสไบห่ม เป็นประเพณีของแม่หญิงลาวที่สืบต่อมา  พวกเราแม่หญิงชาวไทย ได้รับแจกกันคนละผืนห่มแล้วก็ดูดีทีเดียว

หลังการใส่บาตรเสร็จ พวกเราก็ไปทานอาหารเช้าที่โรงแรม เขาจัดให้เรากินกันริมโขง แต่โดยปรกติ ทัวร์คนไทยนิยมไปทานอาหารเช้าที่ร้านประชานิยม ซึ่งไม่ห่างจากที่พักเราไปเท่าไหร่  ร้านนี้มีทั้งโจ๊ก เฝอ ขนมปังฝรั่งเศส ชา กาแฟ เป็นที่ถูกใจชาวไทยทั้งรสชาติ และความหลากหลายของอาหาร

สิ่งหนึ่งที่พวกเรามักไม่พลาดเมื่อข้ามฝั่งจากไทยมาเสมอคือ เฝอ ทั้งที่เฝอในสายตาของหนิงคือก๋วยเตี๋ยวน้ำใสแบบบ้านเราดีๆนี้เอง เพียงแต่ที่นี้จะใส่ผักลงไปเยอะ และผักที่หลวงพระบางอร่อยมาก ทั้งที่หน้าตาดูไม่สวยงาม  แต่ด้วยความที่ไม่ได้ใส่สารเคมีต่างๆ ความสดกรอบของผักมีอยู่มากมายขนาดเคี้ยวๆไปยังได้รู้สึกถึงความสดนั้นเลย
แต่อาหารจานโปรดที่ทุกครั้งหนิงมักจะสั่งเสมอคือข้าวซอย  แต่หนิงจะสั่งแบบแห้ง รสชาติเข้มข้น  ข้าวซอยลาวต่างกับข้าวซอยไทยอย่างสิ้นเชิง หนิงว่ามันคล้ายน้ำพริกอ่องผสมน้ำเงี้ยวอย่างไงบอกไม่ถูก  รสชาติที่เข้มข้น เมื่อใส่ผักลงไป คลุกให้ทั่ว มันจะอร่อยพอดีแบบไม่ต้องปรุง
สบายๆที่โรงแรม

ทั้งเฝอทั้งข้าวซอย เราได้มีโอกาสทานเป็นมื้อสายๆหลังจากออกจากวัดเชียงทอง เป็นร้านอร่อยที่คนท้องถิ่นนิยม และเป็นร้านที่ครั้งหนึ่ง หนิงได้บังเอิญมาทานเมื่อหลายปีก่อน  ตอนที่มาเยือนหลวงพระบางครั้งแรก ร้านนี้ชื่อร้านส้มจันทร์ อยู่ตรงข้ามวัดแสน  ร้านนี้เปิดมา30ปีแล้ว ถ้าเห็นหม้อที่ป้าเขาใช้ ก็จะรู้ว่าร้านเก่าแก่จริง ตอนแรกพวกเราจะกินกันตอนเที่ยง แต่พอเดินผ่าน เจ้าของร้านบอก 11โมงก็หมดแล้วจ้า  เป็นเหตุให้พวกเราตกลงกินกันเลย  และก็เป็นจริงอย่างป้าว่า พอ11โมงกว่า ป้าก็ขึ้นป้านว่าหมดแล้ว พูดถึงเฝอต่อ กินเฝอที่นี้ เครื่องปรุงมากมายกว่าบ้านเรา นอกจากเครื่องปรุงพื้นฐานแล้ว ยังมีกะปิอีกด้วย พี่โม่ลองละลายลงในเฝอ ก็ได้ความว่าอร่อยดีเหมือนกัน  แต่คงไม่ใส่กันเยอะเป็นแน่  ไม่งั้นรสคงเข้มเค็มพิลึก  ร้านนี้นอกจากอาหารอร่อย  น้ำผลไม้คั้นสดยังอร่อย  น้ำที่ว่าคือน้ำส้มเช้ง  อร่อยมาก เพราะคั้นทีละแก้ว  ไม่เหมือนบ้านเรา สั่งปุ๊บมาปั๊บ แบบผสมไว้แล้ว  บ้านเรากินน้ำผลไม้แล้วไม่สดชื่น ปรุงแต่งเยอะไปหน่อย  อันนี้สั่งน้ำส้มเช้ง  ต้องนั่งเตร็งเตร๊งไปอีกพักใหญ่  แต่พอดื่มไปอึกแรก  แหมมันชื่นใจซะนี้กระไร  เล่นเอาพวกเราสั่งกันคนละแก้ว เรียกว่าสั่งจนหมดร้านกันเลย  น้ำอีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือน้ำมะนาว มันก็อีหรอบเดียวกันคือ ของมันสด ไม่ได้เจือปนปรุงแต่งแต่อย่างใด เรานั่งรอการมาของเธอ  พอมาถึงอึกแรกก็ชื่นใจ  เรียกว่าการกินที่หลวงพระบาง เป็นการกินที่อุดมไปด้วยรสชาติและคุณภาพมากมาย

พูดเรื่องกินมาพอหอมปากหอมคอ มาดูที่เที่ยวของหลวงพระบางดีกว่า  หนิงมีแผนการณ์มากมายที่จะพาพี่ๆเที่ยว  แต่ด้วยว่าหลวงพระบาง1ขีดคงไม่พอเป็นแน่ เลยเลือกเฉพาะที่สำคัญๆ  ที่พลาดไม่ได้แน่คือวัดที่มีความสำคัญมายาวนานต่อหลวงพระบาง
วัดหลวงเชียงทอง
วัดหลวงเชียงทอง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงไกลจากปากน้ำคานลงทางใต้ประมาณ 300 เมตร ถือเป็นวัดเก่าแก่และโดดเด่นที่สุดบนแผ่นดินลาว เป็นประตูเมืองหลวงพระบาง และเป็นท่าเทียบเรือของกษัตริย์ทุกยุคทุกสมัย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีฐานะเป็นวัดหลวง แต่ประชาชนสามารถเข้าไหว้พระในพระอารามได้ โดยไม่มีการปิดกั้นแยกเจ้าแยกราษฎร์ออกจากกัน ในวัดมีสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบางที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดหลายอย่าง เช่น อารามแบบสถาปัตยกรรมล้านช้างขนานแท้ หอไหว้ หอราชโกศพระเจ้าสีสะหว่างวงศ์ หอกลอง และองค์เจดีย์เป็นต้น



เมื่อปี พ.ศ. 2428 สมัยที่โจรฮ่อธงดำก่อกบฏบุกปล้นเมืองหลวงพระบาง ทัพฮ่อนั้นนำโดย คำฮูมลูกเจ้าเมืองไล ได้ยึดเอาวัดเชียงทองเป็นที่ตั้งค่าย เนื่องจากว่าคำฮูมนั้นเคยบวชเป็นจัว (เณร) อยู่ที่วัดนี้ จึงรู้จักเส้นทางในเมือง และชัยภูมิของแถบบ้านเชียงทองเป็นอย่างดี พวกโจรฮ่อเผาทำลายเมืองหลวงพระบางทั้งหมด ยกเว้นที่วัดเชียงทองแห่งเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในศึกครั้งนั้น ชาวลาวว่าเป็นเพราะคำฮูมรู้สำนึกบุญคุณวัดเชียงทองสมัยที่มาบวชเรียนอยู่จึง เว้นไม่เผา แต่บางคนก็ว่ากองทัพฮ่อใช้วัดเชียงทองเป็นที่ตั้งค่ายจึงไม่ได้เผาทิ้ง

โบสถ์หรือสิมวัดเชียงทอง
ที่สำคัญอีกอย่างของวัด คือโบสถ์ หรือสิมที่วัดหลวงเชียงทอง  วัดนี้ถูกยกย่องให้เป็นวัดที่สวยที่สุดในหลวงพระบางและเป็นศิลปะแบบหลวงพระบาง หลังคาแอ่นโค้ง ลดหลั่นกัน3ชั้น โบสถ์ที่นี้มีช่อฟ้าถึง 17ช่อ ซึ่งหมายถึงผู้สร้างเป็นกษัตริย์ เพราะคนธรรมดาสร้างวัดจะมีช่อฟ้าแค่เพียง 1-7ช่อเท่านั้น ตรงกลางช่อฟ้าจะมีช่องเหลียมๆเล็กๆ เชื่อกันว่ามีของมีค่าซุกซ่อนอยู่ในนั้น  ส่วนที่ประดับที่ยอดหน้าบันชาวลาวเรียกว่าโหง่ มีรูปร่างเป็นเศียรนาคและมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ประตูพระอุโบสถแกะสลักสวยงามเช่นเดียวกับหน้าต่างภายในพระอุโบสถมีภาพสวยงาม ที่ผนัง มีลักษณะลวดลายปิดทองฉลุบนพื้นรักสีดำ ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติเรื่องพระสุธน – มโนราห์ และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ

เท่าที่หนิงเคยอ่านหนังสือเจอ สถาปัตยกรรมแบบนี้มีให้เห็นในภาคอีสานบ้านเรา  แต่ความงดงามสู้ไม่ได้กับที่วัดแห่งนี้เลย

พี่ไก่มาคู่พี่ก้อย
พ่อหมูมากับแม่หมี
นอกจากสิมแล้ว ยังมีวิหารน้อยอีก2หลัง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากสิมเท่าไหร
วิหารน้อย ด้านข้างและ ด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสองหลังนี้ จุดเด่นของวิหารนี้คือผนังด้านนอกมีการตกแต่งด้วยกระจกสี ตัดเป็นชิ้นเล็กๆและนำมาต่อเป็นรูปต่างๆเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานพื้น บ้าน บนพื้นสีชมพู ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปนี้เคยถูกนำไปจักแสดงที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2474 และนำไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์หลายสิบปี ก่อนจะนำมายังหลวงพระบางในปี พ.ศ.2507 ที่วิหารน้อยนี้เอง พี่หมู หนิง พี่ก้อย ได้ทำการเสี่ยงทายในการยกพระ  พี่หมูอธิษฐานแล้วยกก่อน ยกลอยท่วมหัวทีเดียว  หนิงเป็นคนต่อมา อธิษฐานเสร็จแล้วยก  ยกไม่ขึ้นคะ  ตอนแรกใจเสียเลย  เสียงพี่หมีบอกให้ยกอีกรอบ  คราวนี้คนรอบข้างเงียบกริบ  หนิงตั้งใจอีกรอบแล้วยก ถึงจะไม่ท่วมหัว  แต่ก็ลอยจากพื้นมาได้สักคืบ คราวนี้ตาพี่ก้อย  พี่ก้อยตั้งใจแนวแน่ ว่าแล้วก็ยก พระท่านเหมือนติดกาวไว้กับพื้นยังไงอย่างนั้น พี่ก้อยขออีกรอบ  แล้วก็เหมือนเดิม  เอาแล้วสิ พี่ก้อยขออะไรนะ  หนิงแอบถามพี่หมู พี่หมูบอกว่าขอให้ได้เกษียณอายุ60จากบริษัท  หนิงเลยถามว่าอีกกี่ปีพี่  พี่หมูว่าอีก6ปี  หนิงถึงกับเฮ  อย่างน้อยบริษัทน่าจะมีอายุยืนต่อไปอีก6ปี 555 ส่วนคำขอของหนิง  หนิงขอให้ทุกคนเดินทางโดยปลอดภัย   ตอนแรกที่ยกไม่ขึ้น ถึงกับใจเสีย  แต่ตอนยกขึ้นรอบสอง ในใจก็คิดว่า คงมีเหตุเล็กๆน้อยๆเป็นแน่  ส่วนพี่ก้อย หนิงแอบถามว่าขออะไร  พี่ก้อยหัวเราะเบาๆแล้วบอกว่า ขอเจอเนื้อคู่  แต่ถึงพี่ก้อยจะไม่ได้เจอชาตินี้ก็ตาม  พี่ก้อยก็บอกหนิงภายหลังว่า ชาติหน้าอาจได้เจอ  เพราะที่อธิษฐานนั้น ขอแค่ชาตินี้เท่านั้น  นี้แหละคือแรงผลักดันที่ทำให้พี่ก้อยไม่เคยท้อถอยท้อแท้้เลยสักครั้ง555

ลวดลายวิจิตรบรรจงที่บานประตูสิมวัดเชียงทอง
 ส่วนวิหารอีกหลังที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถคือ วิหารพระม่าน ผนังวิหารด้านนอกมีลักษณะคล้ายกับวิหารองค์แรก ภายในวิหารนี้ประดิษฐาน พระม่าน ในช่วงวันขึ้นปีใหม่จะมีการอันเชิญมาให้ประชาชนสรงน้ำและกราบไหว้เป็นประจำ ทุกปี ผนังด้านหลังวิหารทาด้วยสีชมพูประดับด้วยกระจกสีแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน สร้างขึ้นใน พ.ศ.2493 เพื่อเฉลิมฉลองที่โลกก้าวสู่ยุคกึ่งพระพุทธกาล
ด้านหลังของวิหารพระม่านจะเป็นพระธาตุศรีสว่างวงศ์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้ามหาศรีสว่างวงศ์และด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโขงเรือใกล้กับริมแม่น้ำโขง ส่วนด้านหน้าพระอุโบสถเป็นที่ตั้งหอกลองมีลวดลายลงรักปิดทองสวยงาม

คู่หลังหรือคู่หน้า  คู่ไหนหวานกว่ากัน
นอกจากนี้ยังมีโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2505 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันลงมาจนถึงพื้นสามารถถอดออกได้เพื่อให้สามารถ เคลื่อนราชรถออกมาได้
กลางโรงเมี้ยนโกศเป็นที่ตั้งราชรถไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวรอบคัน มีพระโกศสามองค์ตรงกลางเป็นองค์ใหญ่ของเจ้าสว่างศรีวัฒนา ด้านหลังเป็นของพระราชมารดา ส่วนด้านหน้าเป็นของพระเจ้าอา โรงเก็บราชรถนี้ออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์ และใช้ช่างชาวหลวงพระบางชื่อ เพียตัน นับว่าเป็นช่างฝีมือดีประจำพระองค์ มีความชำนาญทั้งด้านงานเขียนและงานแกะสลัก 

ตรงโรงเก็บนี้ดูเหมือนพวกเราจะชื่นชอบกันเป็นพิเศษ เพราะว่าอากาศที่ถ่ายเท ทำให้เย็นสบายกว่าไปยืนตากแดดเป็นไหนๆ

พามาดูวัดเชียงทองกันจนทั่วแล้ว ก็อดที่จะเล่าให้ฟังไม่ได้ว่า เดิมทีชื่อนครเชียงทองก็คือชื่อเดิมของหลวงพระบาง  แต่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการอัญเชิญพระบางเพื่อมาประดิษฐานที่เมืองนี้  แต่ด้วยมีเหตุเกิดระหว่างอัญเชิญพระบาง  ทำให้พระบางต้องประดิษฐานที่เมืองเวียงคำแทน ต่อมาจึงสามารถอัญเชิญมายังนครเชียงทองได้ในภายหลัง ทำให้นครเชียงทองถูกเรียกว่าหลวงพระบางนับแต่นั้นมา

กับเสาที่บอกว่าเป็นมรดกโลกจาก Unesco
ภาคบ่ายหลังจากทุกคนกลับจากวัดและอิ่มท้องพอประมาณ บางคนก็หลับพักผ่อนยามบ่าย  บางคนก็ออกไปปั่นจักรยานเล่น หนิงกับพี่โม่ปั่นจักรยานเล่นรอบเมือง และที่เห็นว่าเมืองนี้สมควรเป็นเมืองมรดกโลกจริงๆเพราะว่าถึงเขาจะมีการก่อสร้างใหม่  แต่ก็ไม่ได้ทำให้รูปแบบของเมืองเก่าเสียหายไป  เพราะแบบที่สร้างไม่แปลกแตกต่างจากของเดิม ส่วนเมืองใหม่ที่ขยายออกก็อยู่รอบนอก เป็นที่น่าสังเกตุว่า หลวงพระบางหรือลาวได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสอย่างมากมาย  โดยจะเห็นว่าป้ายๆต่างๆที่เป็นของราชการ จะถูกกำกับด้วยภาษาฝรั่งเศสเกือบทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นป้ายโรงเรียน หรือพิพิธภัณฑ์ เขาว่ากันว่า คนลาวรุ่นเก่า สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้ดีทีเดียว แต่ก็น่าสนใจที่ในความเป็นเมืองขึ้น เขากลับยังรักษาประเพณีต่างๆไว้ ไม่ว่าการแต่งกาย หรือความเป็นอยู่ ได้ดีมากเสียกว่าคนไทย ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร แต่แทบจะหาประเพณีและวัฒนธรรมไทยแท้ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเมืองใหญ่

มันทำให้หนิงคิดถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศที่หนิงชื่นชมมากกับการรักษาวัฒนธรรมของ เขาไว้อย่างดี นั้นคือพม่า ที่พม่า ผู้ชายและผู้หญิงประมาณ80%ยังแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำประเทศ  มันเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนภายนอกอยากเข้าไปดูใกล้ๆ

โรงเรียนประถมที่หน้าโรงเรียนเขียนบอกด้วยภาษาฝรั่งเศส
ตอนหนิงเด็กๆ ยังจำได้ว่าเห็นคุณยายบางคนนุ่งโจงกระเบนด้วยซ้ำ  น่ารักดี แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า เข้าห้องน้ำห้องท่าคงจะลำบากน่าดู แต่ตอนนี้จะเห็นคนเดินนุ่งซิ่นออกนอกบ้านก็ไม่มีให้เห็นแล้ว จะเห็นมากหน่อยก็คงการแต่งผ้าใหม่ในวันศุกร์ ในส่วนของราชการ เรื่องแต่งกายประจำชาติ  ครั้งหนึ่งบ้านเราฮิตการนุ่งซิ่นไหมของเก่ากันมาก แถมคาดเข็มขัดเงินของแท้เสียอีก  หนึ่งในนั้นมีแม่ของหนิงฮิตไปกับเขาด้วย  ทุกวันนี้ ผ้าซิ่นลายสวยๆของแม่ยังถูกเก็บไว้อย่างดี แต่ถ้าจะให้ดี น่ากลับเอามาใส่อีกคงจะดีไม่เบา

กลับมาเที่ยวหลวงพระบางกันต่อ  หลังจากหนิงกับพี่โม่สำรวจเมืองเสร็จ ไม่นานก็ได้เวลาที่พวกเราจะไปเที่ยวน้ำตกกัน บางคนไม่ได้ตามเรามา อย่างกิ๊ฟกับพี่บี๋ คู่สามีภรรยาคู่นี้เลยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กัน2คน
น้ำตกที่ว่าชื่อน้ำตก กวงสี หรือกวางสี แล้วแต่จะออกเสียง กวงก็หมายถึงกวางนั้นเอง  เขาว่ากันว่าที่นี้เคยมีกวางอาศัยอยู่มากมาย  หนิงเสนอให้มาน้ำตก เพราะหนิงจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่มาที่นี้น้ำตกสีสวยมาก ใส สะอาด
เราเลือกที่จะนั่งรถไป เพราะได้ยินว่าไป กลับก็60กิโล  เราเลยขอให้วันขีดของเราเป็นวันสบายๆ  ที่น้ำตกเราต้องเสียค่าเข้าคนละ80 บาท หนิงได้ยินพี่ไก่บ่นว่าจ่ายค่าเข้าแล้วต้องเที่ยวให้คุ้ม

น้ำตกกวงสี
ว่าแล้วพี่ไก่ก็เดินตัวปลิวนำลิ่วขึ้นไปเลย  เราใช้ทางลัดเพื่อที่จะขึ้นให้ถึงหน้าผาที่น้ำตกตกลงมา  กระแสน้ำแรง เพราะน้ำเยอะ ละอองน้ำฟุ้งไปหมด  พี่ไก่เดินข้ามสะพานนำลิ่วหายไปในป่า พวกเราเลยต้องเดินตาม และเมื่อรู้ตัวก็พบว่าเรากำลังปีนป่าย ไต่ขึ้นไปยังบริเวณต้นน้ำ ทางขึ้นดูไม่ยาก  แต่ขาลงน่ากลัวจะลำบาก มีนักท่องเที่ยวสวนเราลงไปหลายคน กว่าเราจะขึ้นถึง  พี่โม่ก็บ่นว่าขึ้นมาทำไมกัน  ก็นั้นสิขึ้นมาทำไม  ด้วยความที่น้ำเยอะ  เหมือนน้ำนองกระจายเต็มพื้นที่ชั้นบน เมื่อเดินเข้าไปหน่อย ก็จะพบแอ่งน้ำ  น้ำเย็นจับใจมาก  พี่ไก่ไม่พูดมาก หาที่วางของได้ ก็ลงไปลอยขอในแอ่งน้ำเลย  ตามไปติดๆก็พี่หมู พี่แอน น้าโทน และพี่หมี  สุดท้ายพี่ก้อยทนไม่ได้  ไปลอยคออยู่อีกคน  ส่วนที่เหลือ ขอยืนเอาเท้าแช่น้ำแทน รอจนพวกพี่ๆเล่นกันจนหน่ำใจ แถมมาบอกว่าจัดการปล่อยน้ำเสียทิ้งลงไปด้วย  ประมาณว่าเอาให้คุ้ม แล้วก็ขึ้นจากน้ำ  ขาลงอย่างที่บอก ดูจะลำบากมา  แต่ออยกลับลงไปอย่างว่องไว  ประมาณว่าเห็นฝรั่งตามหลังมา แล้วกลัวจะถูกแซงเลยรีบพรวดพลาดลงไปก่อน

หลังจากปีนลงมาอย่างปลอดภัยกันทุกคน  เราถึงได้รู้กันว่า เราไม่จำเป็นต้องปีนไปถึงขนาดนั้นเลย เพราะมีที่เล่นน้ำข้างล่างให้เราเล่นได้แสนจะสบาย  นักท่องเที่ยวฝรั่งมากันพอสมควร  ดูเขาช่างจะชอบกับการกระโดดน้ำเล่นมาก 

น้ำตกที่นี้มีการจัดการที่ดีกว่าบ้านเรามาก ทั้งเก้าอี้นั่ง ถังขยะ จุดเล่นน้ำ  เรียกว่าคิดก่อนทำทีเดียว ไม่มีร้านอาหารมาขายเกะกะ  แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกขี้เมาที่ถือขวดเบียร์แล้วหาที่ทิ้งไม่ได้ หรือไม่มีความรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่เขาทำถังขยะให้เห็นเด่นชัด  สรุปง่ายๆว่า หนิงว่าน้ำตกเขาดีกว่าบ้านเรา

หลังจากสรุปอะไรง่ายๆแล้ว หนิงก็พาลคิดไปว่าเวลาเราดูถูกคนอื่นแล้วไปว่าเขาไอ้ลาวเห็นจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง  หนิงว่าน่าจะว่าเขาว่าไอ้ไทยดูจะเหมาะมากกว่า  เพราะหลายอย่างเท่าที่เห็น เขาทำได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยควรหันมามองตัวเองได้แล้ว

หลังจากกลับจากน้ำตก ตอนแรกว่าจะพาพี่ๆไปดูวิวพระอาทิตย์ตกที่ดอยพูสี  แต่พี่หลายคนตัวเปียกปอน เกรงจะป่วยได้ เลยบอกให้พี่ทองพากลับโรงแรมดีกว่า พูดถึงดอยพูสี เป็นดอยน้อยๆ เดินขึ้นไปได้ สูงไม่กี่ร้อยเมตร แต่จะเห็นวิวแม่น้ำโขง และจะเห็นพระอาทิตย์ตกสวยงามได้ บนนั้นนอกจากเป็นจุดชมวิวแล้ว ก็ยังมีพระธาตุจอมสีตั้งอยู่  จนพอเรียกกันไปเรียกกันมา เลยกลายเป็นพระธาตุพูสีไปซะงั้น

ความที่ยอดดอยไม่ได้สูงมากนัก  มีช่างถ่ายภาพหลายคน วิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อเก็บภาพมุมสูงของหลวงพระบาง โดยพี่ๆเขาใช้เวลาวิ่งขึ้นวิ่งลงในแต่ละครั้ง ครั้งละ5นาที  จะว่าไปแล้ว  น่าให้พี่ต๋องมาซ้อมวิ่งขึ้นลงตอนเช้า  น่าจะเหมาะมากสำหรับพี่ต๋อง

เย็นคล้อยมาเรื่อยๆ หนิงเลยพาสาวๆไปนั่งร้าน Joma ร้านของคนไทยที่ไปเปิดที่นั้น ก่อนที่จะไปทานอาหารเย็นกัน  เป็นที่น่าเสียดายอย่าง ที่ทริปนี้เราไม่ได้กินแจ่วบอง อาหารพื้นบ้านเมืองลาวอาหารอีกอย่างที่แนะนำ  แจ่วบองเป็นน้ำพริกของลาว มีส่วนผสมของพริกลาว ข่า สมุนไพร และบางตำรับใส่หนังควายเข้าไปด้วย จิ้มกับผักหรือข้าวเหนียว หรือบางทีก็จิ้มกับไคแผ่น หรือสาหร่ายน้ำจืดอาหารท้องถิ่นอีกเช่นกัน

พอใกล้เวลาอาหาร หนิงก็พาลอดนึกถึงอาหารที่อยากกินไม่ได้  แล้วเย็นนั้นหนิงก็พลาดจากแจ่วบอง ต้องมากินข้าวซอยแห้งอีกรอบ คราวนี้เรามีแคปหมูจากเมืองเหนือลงไปคลุกด้วย อร่อยหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า ในเวลานั้น โกจ้วงหรือพี่แอนโทนี่ ก็เดิมเอาตะเกียบมาคีบข้าวสอยของหนิงไปชิม พี่แกเล่นเดินชิมไปหมดของทุกคน  สุดท้ายก็ไปตกลงที่ก๋วยเดี๋ยวเป็ด  แล้วจะมาชิมของคนอื่นเขาทำไมแต่แรก สั่งก๋วยเตี๋ยวของตัวเองซะก็หมดเรื่อง

หลังอาหารพวกเราได้มาเดินย่อยกันที่ถนนคนเดินของหลวงพระบาง  ที่นี้ไม่ต่างจากปาย หรือเชียงใหม่เลย ไม่ว่าสินค้า หรือบรรยากาศ จะมีของพื้นบ้านอย่างยาดอง หรือผ้าทอที่แตกต่างไปบ้าง เราเดินย่อยพร้อมซื้อของติดไม้ติดมือก่อนที่จะกลับไปนอนพักผ่อน  เพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นศึกใหญ่ที่เราต้องไปให้ถึงให้ได้…กิ่วกะจำ

นางฟ้า

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ถนนสาย13...จากหลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์

-->
ถนนสาย 13… จากหลวงพระบาง สู่เวียงจันทน์

ตอนที่ 1  ผ่านแดนจากไทยสู่ลาว..


กลับมาอีกครั้งกับการเดินทางด้วย2ล้อในต่างแดน  ครั้งนี้ไปกับกลุ่มเดิมคือกลุ่มการบินไทย แต่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย หลังจากที่ถูกล่อหลอกจากภาพถ่ายและเรื่องราว  หลายคนก็อยากมาสัมผัสกับเส้นทางหฤโหดที่โค้ชต๋องสรรหามาให้  แต่คราวนี้ โหดทั้งทาง และอากาศที่ร้อนแสนร้อน 

โค้ชต๋องจอมโหด
ก่อนอื่นเราขอแนะนำตัวละครที่ร่วมเดินทางกับเราครั้งนี้เลย  คนแรกโค้ชต๋อง คนที่น้องๆฝากผีฝากไข้ว่าจะพาไปทรมานกันแบบถึงไหนถึงกัน อาซีพหลักคือIn Flight Manager ของการบินไทย อาชีพรองคือนักกีฬาที่เล่นกีฬาเป็นบ้าเป็นหลังโดยเฉพาะ ไตรกีฬา   ต่อมาคือพี่หมู พี่หมี คู่สามีภรรยาที่น่ารัก หนที่แล้วพี่หมีเป็นแค่ผู้ติดตาม หนนี้เจ๊ขอปั่นตาม ด้วยเหตุผลว่านั่งรถต่อไปไม่ไหวแล้ว มันน่าเบื่อ และอันที่จริง พี่หมีได้ประลองฝีมือไปหลายทริปแล้ว และนี้คือการเปิดตัวนักปั่นหญิงพี่หมีอย่างเป็นทางการในบันทึก2ล้อในตอนนี้  ส่วนพี่หมู IM เหมือนพี่ต๋อง นักไตรกีฬาที่พยายามมานานที่จะให้ภรรยาที่รักมาปั่นจักรยานด้วยกัน  และในที่สุด  พี่หมีก็มาปั่นจนได้  ได้ยินว่าพี่หมูกำลังจัดหารถทัวร์ริ่งสวยๆสักคันให้พี่หมี เมื่อเวลาเดินทางออกทริปแบบ Full Option จะได้ไปแบบสบายหายห่่วง 

หนิง พี่แอนโทนี่และพี่โม่
พี่แอนโทนี่ หรือพี่แอน โกแอน โกจ้วง ชิมจัง และอีกสารพัดชื่อ พี่แอนเป็น IM เพื่อนพี่ต๋องที่ขี่จักรยานมาด้วยกันนานแสนนาน เคยแข่งไตรกีฬามาแล้ว และเราเคยไปทริปด้วยกันมาหลายครั้ง นับตั้งแต่เมื่อ10ปีที่แล้ว  ช่วงหลังพี่แอนหายไปพักใหญ่ เพราะติดภาระกิจเลี้ยงลูกน้อย(ลูกสาวสวย พ่อหวง) บัดนี้ลูกเริ่มเติบใหญ(พ่อยิ่งต้องหวง) พี่แอนเลยกลับมาปั่นด้วยกันอีกครั้ง  เมื่อหลายปีก่อนพี่แอนก็ปั่นไปสิบสองปันนาด้วยกัน  และยังมีทริปเฉลิมพระเกีตริ์ตอีก พี่แอนถือเป็นสีสันของกลุ่มทีเดียว ไม่ว่าลีลาการปั่น หรือการอำคนอื่น เรียกเสียงฮาได้ตลอดทั้งวัน
พี่ไก่ Air Purserคู่ซี้พี่แอน พี่ไก่เป็นหนึ่งในสิงห์นักปั่นที่กลับมาปั่นอีกครั้ง หลังจากหายไปนานหลายปีทีเดียว ถึงแม้ว่าพี่ไก่จะตัวใหญ่ไปหน่อย  แต่ลีลาการปั่นไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเท่าไหร่  จะมีถอยบ้างก็ตามอายุอานาม ที่กล่าวแนะนำมาข้างต้นเป็นเสือรุ่นใหญ่  ลงมาดูเสือรุ่นกลางกันบ้าง  หน้าเดิมๆ สจ๊วตหนุ่มการบินไทย ก็มีพี่พงษ์ พี่ไกด์  พี่บี๋ คราวนี้พี่บี๋พาศรีภรรยามาแค่ 3-4วัน เพราะช่วงหลังจากหลวงพระบางเราจะปั่นกันทั้งวัน  เกรงว่ากิ๊ฟจะเบื่อซะก่อน แต่คราวนี้พี่ไกด์ไม่ได้พาพี่แคทมา เพราะลูกโตแล้วต้องเรียนหนังสือ เลยฉายเดี่ยวให้เหงาใจ ส่วนกิ๊ฟจะไปกระโดดกอดพี่ไกด์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสามีตน หนนี้ก็ไม่มีแล้ว เป็นอันว่าพี่แคทสบายใจได้ ส่วนพี่พงษ์ก็ฟิตเหมือนเดิม  เมื่อปีก่อนเจอน้ำท่วม แต่ก็ไม่ทำให้พี่พงษ์เลิกปั่นจักรยานไปได้  เห็นว่าเอาจักรยานหนีน้ำก่อนสิ่งอื่นใดในบ้าน 3คนนี้จัดเป็น3ทหารเสือ ไปไหนไปกันตลอดทริปทีเดียว

ถัดมาถึงเสือสาว  พี่เอ๋ พี่ก้อย และออย  ออยไม่ต้องห่วง เพราะเป็นศิษย์มีครู(ต๋อง) ถึงบางครั้งศิษย์คิดจะล้างครู  แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ  ไม่งั้นพี่ต๋องคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่ ส่วนพี่ก้อยเคยออกทริปปั่นไปสิบสองปันนาด้วยกัน และเมื่อปีก่อนยังร่วมทริปเฉลิมพระเกียริ์ตด้วยกันอีกในช่วงปั่นจากปีนัง สู่ตรัง ซึ่งพี่ก้อยสามารถปั่นได้สบาย  ส่วนพี่เอ๋ สิงห์เก่าแบบเดียวกับพี่ไก่  สมัยก่อนเธอจัดว่าเป็นนักปั่นหญิงแนวหน้าของทีมลูกเรือการบินไทยทีเดียว ถึงแม้จะล้างจากวงการปั่นไปนาน  แต่ด้วยความที่พี่เอ๋คือนักวิ่งแนวหน้วของบริษัท แรงพี่เอ๋จึงมีมากมาย

กัปตันโทนและพี่ยอด
อีกคู่ที่มาร่วมทางกับเราเป็นครั้งแรกคือกัปตันโทนหรือน้าโทนและพี่ยอด  มันเริ่มมาจากพี่ยอดมาร่วมแข่งทวิกีฬากับพวกเรา และพี่ยอดเองเป็นนักวิ่งรัฐวิสาหกิจของบริษัทด้วย เป็นแอร์รุ่นพี่ จะว่าไปคราวนี้พี่ยอดถือว่าเป็นแอร์ซีเนียร์สุดในกลุ่มสาวๆ พี่ยอดได้รับการชักชวนจากพี่ต๋อง จนทำให้พี่ยอดไปถอย Trek 520 เอามาเป็นพาหนะคู่กาย  ในขณะที่คนข้างกายพี่ยอดจะไม่ยอมเปลี่ยนรถ จะใช้ Mongooseท่าเดียวซึ่งหนักมาก  ดีแต่ว่าหนิงพอจะนึกได้ว่า เฟรมตัวหนึ่งที่ทำให้การปั่นของกัปตันน่าจะสะดวกสบายขึ้น หนิงเลยจัด Long Hual Trucker Disk ให้ก่อนมาลาวไม่กี่อาทิตย์ และเป็นที่ถูกอกถูกใจกัปตันมาก นอกจากจัดรถให้แล้ว เลยต้องเป็นพี่เลี้ยง พาออกทริปให้รู้จักจักรยานกันมากขึ้น อย่างน้อยให้รู้ว่าขึ้นเขาใช้เฟืองยังไง ใช้แรงแบบไหน โชคดีที่ว่าทั้งกัปตันและพี่ยอดเป็นนักกีฬาทั้งคู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หนิงเลยค่อยเบาใจไปเยอะ

ส่วน 2คนสุดท้ายในทีม ก็คือพี่โม่กับหนิง พี่โม่หลายคนอาจรู้จักจากทัวร์เป็ดน้อยกับพ่อห่าน แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จัก ข้อแนะนำเลยว่าเป็นคนข้างกายหนิงที่รักชอบและหลงรักจักรยานvintageมาก หลังจากหลงรักจักรยานเก่ามานาน เมื่อเจอหนิง  หนิงเลยพาให้ปั่นไกลมากขึ้น จนเดี๋ยวนี้แก็งค์ vintageของพี่โม่ ปั่นไปไกลและเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ คราวก่อนตอนเที่ยวจีนพี่โม่ไม่ได้ไป  แต่ทริปเฉลิมพระเกียริ์ตพี่โม่ไปแจมด้วยช่วงเมืองจีน ซึ่งก็ผ่านมาได้ด้วยดี สร้างความแข็งแรงมากขึ้น  ปีนี้พี่โม่เลยติดใจ ยอมลางานสอนมาปั่นด้วยอีก และคนสุดท้ายในก๊วนนี้คือหนิงข้าพเจ้าเอง ผู้หลงใหลจักรยานเป็นนักหนา ให้ปั่นไปไหนก็ได้ ทางราบ ทางเขา ชันมากก็เข็น ลงเขาก็ไหลลงอ้าปากรับลมกันไป ปล่อยและรับสิ่งรอบกายที่เข้ามาผ่านไปอย่างเป็นจังหวะ

ในกลุ่มเรามีพี่วัชหรือเสือเทาเจ้าเก่าเป็นคนนำทาง  ปีที่แล้วพี่วัชเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดการปั่นเฉลิมพระเกียริ์ตที่พวกเราชาวการบินไทยไป ร่วมแจมอยู่2รอบ นอกจากพี่วัชที่ขาดไม่ได้เลยคือพี่พเยาว์หรือน้าเยาว์ ผู้ชำนาญทางในลาวมาก และพี่ทอง มือขวาของพี่เยาว์  พี่เยาว์และพี่ทอง มีหน้าที่ขับรถตาม (ตามเก็บขาอ่อน) พวกเราตลอดเส้นทาง และเป็นคนจัดหาที่พักให้เราอีกด้วย

พี่วัชหรือเสือเทา  เจ้าแห่งการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน
เส้นทางถูกกำหนดโดยหัวหน้าต๋องและพี่วัช  แรกเริ่มเดิมที่พี่ต๋องอยากจะปั่นในพม่า ซึ่งพวกเราทุกคนก็อยากไป  แต่เมื่อการปั่นในพม่าเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีทหารติดตาม เราเลยต้องยกเลิกกันไป  หลายคนเสนอลาว เพราะเป็นเส้นทางที่น่าปั่นมาก ในที่สุดพี่ต๋องเลยยอมตามนั้น แผนการณ์ถูกกำหนดให้พวกเราต้องปั่นข้ามแดนที่จังหวัดน่าน เป็นด่านที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ แล้วเราก็ต้องไปล่องเรือในแม่น้ำโขงต่อไปยังหลวงพระบาง  เส้นทางที่ได้รับข้อมูลมาคือทางดี ไม่มีหลุม ไม่มีบ่อ หลายคนออกจะสบายใจ เพราะระยะที่ให้มาก็ประมาณ 45กิโลในวันแรก
รถตู้พี่กิจที่พามาส่งถึงน่าน

การเดินทางของเราเริ่งตันที่Crew Center หลักสี่  พวกเราต้องจ้างรถขนจักรยาน1คัน โดยเป็นกระบะแบบมีหลังคาปิดมิดชิด แต่ข้อเสียคือ กระบะแบบนี้บังคับให้จักรยานทุกคันอยู่ในกรอบ จักรยานสิบกว่าคันเบียดเสียดยัดเยียดแบบไม่ใยดี  แต่ความเป็นจริงแล้วการpackจักรยานที่ดี ควรใช้เชือกที่มีความยืดหยุ่น เพื่อการให้ตัวเวลาจักรยานถูกโยนเหวี่ยงในรถ  รถตู้อีก2คันขนคน แต่ความโชคดีของ2หนุ่มที่มาขึ้นรถที่crew center จักรยาน3คันเลยถูกจับใส่รถตู้แทน วันนั้นพวกเรานั่งรถกันยาวตั้งแต่เช้าจดเย็น  ผ่านอยุธยา มุ่งหน้าไปนครสวรรค์ ผ่านพิษณุโลก แพร่ น่าน ตามลำดับ  พี่แอนจัดแจงหาร้านอาหารให้กินกันอร่อยๆ  ตอนแรก เราดูจากเวลา แล้วพบว่าน่าจะไปทันด่านปิดตอนเย็น  หากเป็นเช่นนั้น เราจะข้ามไปนอนลาวกันเลย  แต่เส้นทางจากน่านไปด่านห้วยโกร๋น  ไม่ได้ง่ายอย่างใจคิด  เส้นทางที่เป็นขุนเขา กับทางที่คดเคี้ยว  แล้วเราก็พลาดการข้ามด่านวันนั้นไป 

แต่หนิงกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี  เราได้เห็นสิ่งที่มันไม่มีมานานในสังคมเมือง  ลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่ง พวกเราคนรุ่นด้อยพัฒนาเคยได้รับการสั่งสอนให้ปฏิบัติอย่างนั้น

รถขนจักรยานที่ยังไม่เป็นงาน
เย็นนั้น เราเอารถลงตรงด่าน  ที่พักของเราคือโรงเรียนด่านห้วยโกร๋น  เป็นโรงเรียนชายแดนจริงๆ โรงเรียนเล็กๆที่มีครูแค่8คน กับนักเรียนแค่ 100กว่าคน  เหมาะเป็นโรงเรียนเศษฐกิจพอเพียง มีที่พักสำหรับแขกของโรงเรียนและเราจะไปพักกันที่นั้นในคืนนี้ พวกเรากินข้าวเย็นที่ด่าน ก่อนจะปั่นกันไปที่พัก  แล้วผลของการPackจักรยานผิดวิธีก็สำแดงเดช  รถพี่โม่เกิดโซ่ขาด  โดยไม่รู้ว่าอะไรทำให้ขาด พวกเราช่วยกันซ่อม โดยมีช่างใหญ่อย่างพี่วัช,พี่หมูและพี่โม่ช่วยกันสุดชีวิต  ไม่นานก็ซ่อมเสร็จ  การปั่นจักรยานท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำให้เป็นคือการตัด ต่อ โซ่ หนิงลองทำก่อนมา พบว่าตัดนั้นง่ายมาก  แต่ต่อเนี้ยสิ ยากแสนยาก  เพราะถ้าตัดเกิน ก็ต่อไม่ได้  งานนี้เลยไม่ได้แสดงฝีมือ  ปล่อยช่างใหญ่ทำน่าจะดีกว่า

ค่ำนั้น เราปั่นไปที่พัก ท่ามกลางความมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถของแต่ละคนส่องนำทาง แสงจากรถใหญ่ของพี่ทองที่ขนสัมภาระ ส่องช่วยบ้างในบางครั้ง  เราไหลลงเนินเล็กๆ  ถึงจะมองไม่เห็นทาง  แต่ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังไหลลงแบบเบาๆ ในใจนั้นรู้สึกว่าแสนสบาย  แต่เมื่อมองถึงอนาคตในวันพรุ่งนี้ เราต้องปั่นขึ้นกันมางั้นเหรอ  หนิงไม่อยากจะคิด  ได้แต่สะบัดหัวให้ความคิดนั้นมันปลิวตกลงไปข้างทาง แต่ก่อนที่จะถึงที่พัก ความสบายก็หายไป เมื่อพบว่ายิ่งปั่นยิ่งหนืด เรากำลังปั่นขึ้นเนินชันๆ  หลายคนไม่ทันตั้งตัวก็ลงไปเข็นตามระเบียบ 

กว่าจะถึงที่พักได้ ก็เล่นซะพวกเราหอบตามๆกัน  เราเจอคุณครูที่คอยต้อนรับเรา และห้องพักที่สะอาดเตรียมรอเราอย่างเรียบร้อย  ตอนแรกหนิงนึกว่าจะต้องเอาโต๊ะนักเรียนมาวางต่อกันแล้วนอนซะอีก  คิดให้อนาถไว้ก่อน พอเจอของดีแล้วก็ยิ้มแฉ่ง

พวกเราแยกนอนหญิงชาย เหมือนเด็กประจำเลย  ก่อนนอนพี่ๆหลายคนจัดการเช็ครถจักรยาน  ก่อนที่พรุ่งนี้จะออกรบ  รถพี่โม่ดูจะเจอปัญหาหนัก  เพราะถูกจับหงายท้องมา นอกจากโซ่ขาดแล้ว สับจานหน้ายังบิดอีก  แถมตอนเช้าถึงเห็นว่าคอจักรยานร้าว แต่โชคดีว่าไม่ได้ถึงกับแตก พี่โม่เลยเอาสายเคเบิลรัดไม่ใช้มันแตกมากกว่านี้อีก

คืนแรกไม่ได้ยาวนาน  ไม่มีคนหน้าแปลกมานั่งหรือนอนข้างๆให้ใจหวั่นไหว  มีแต่เสียงกรน และละเมอเป็นช่วงๆ  ตุ๊กแกที่มันแอบหลบซ่อน ซ่อนตัวอย่างมิดชิด ไม่ยอมส่งเสียงร้องใดๆ  และแล้วราตรีก็ผ่านไป แสงอรุณส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา

อรุณแรกที่ห้วยโก๋น
พวกเราตื่นกันก่อนตะวันแยงก้น  เพราะโค้ชต๋องสั่งว่า 7โมงเช้า ต้องไปกินข้าวเช้าแล้ว  ใครจะรอช้าเล่าในเมื่อเมื่อคืนก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเช้านี้อาหารยังไม่ถึงท้อง  ก็ต้องปั่นขึ้นเนินชันกันซะแล้ว สาวๆตื่นมาพร้อมกับเถียงกันว่าใครละเมอ หลังจากพี่เอ๋โยนมาว่าเป็นหนิงแน่ๆ แต่ที่สุดแล้ว หลายคนลงความเห็นว่าเป็นพี่หมี  ท่าทางพี่หมีจะตื่นเต้นมากกับทริปนี้เลยเก็บไปฝันซะเลย พวกเราใครเสร็จก่อนก็ทยอยกันออก  ดูเช้านี้อากาศเป็นใจไร้เมฆฝน  ก่อนจะมาพี่บี๋แจ้งให้ทราบทั่วกันว่าเราจะเจอพายุฝนฟ้าคะนอง  เป็นที่หวั่นใจพวกเรานัก แต่เรื่องมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย แล้วจะเล่าให้ฟังต่อ
พี่หมีและพี่ก้อย 2สาวนักปั่น

หนิงออกมาพร้อมพี่ก้อย และพี่หมี  เราค่อยๆไหลลงไปก่อน  ระหว่างทางเราผ่านกลุ่มนักเรียนที่กำลังจะเข้าเรียนเช้านั้น  และสิ่งที่หนิงบอกว่ามันหายไปจากสังคมเมืองหลวงคือการทักทายด้วยการไหว้แต่เด็กๆที่นี้แสดงมันออกมาด้วยความนอบน้อม  เด็กๆสวัสดีพวกเราทุกคนด้วยการไหว้และทักทายว่าสวัสดีคะ  มันไม่ได้แปลกสำหรับพวกเรา  แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมเมืองหลวง  เราเป็นแค่คนแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมา  แต่เด็กๆรับรู้ว่าเราคือแขกที่มาพักในโรงเรียนของพวกเขา การทักทายของเด็กๆไม่มีอาการเขอะเขิน มันเป็นภาพที่น่ารักและประทับใจมาก  ไม่ใช่ว่านานๆอยากจะเห็นที  แต่ภาพเล่านั้นอยากจะเห็นทุกวันเลยทีเดียว

ทานอาหารเช้าก่อนเจอโลกกว้าง
กำลังถอดตีนผีจักรยานพี่เอ๋
เมื่อคืน เราใช้ความรู้สึกในการปั่น แต่เช้านี้แสงนำทางให้เราเห็นเส้นทางอย่างแจ่มชัด สองข้างทางไม่มีบ้านเรือน มีแต่ต้นไม้ ไม่ใช่ป่าทึบ แต่ก็ไม่ใช่เรือกสวนไร่นา สายหมอกวิ่งผ่านช้าๆ อากาศเย็นชื้นๆปะทะหน้าเวลาจักรยานไหลลงเนิน แต่ยามเราออกแรงปั่นขึ้นเนิน เหงื่อไคลก็ไม่ได้ไหลย้อยออกมา ระยะทาง3-4กิโลที่เราปั่นชมความงาม ก็ช่วยให้สร้างแรงกระตุ้นให้เราหลายคน  แต่แล้วข่าวร้ายก็ตามมา  เป็นข่าวร้ายของพี่เอ๋  เมื่อพี่เอ๋พบว่า ตีนผีจักรยานของเธอ หักคาเท้า  เสียงวิพากษ์ต่างๆก็เกิดขึ้น  พี่เอ๋ปั่นยังไงให้ ตีนผีหัก  ข้อสรุปมีต่างๆนาๆ  แต่ที่น่าเป็นไปได้คือ การขนส่งอาจเกิดการกระแทกแล้วเกิดรอยร้าว  บวกกับแรงมหาศาลของพี่เอ๋ ที่กดเอาเต็มๆแรงขณะเปลี่ยนเกียร์ เลยพาลให้หักซะนี้  พี่เอ๋ทำท่าจะอดปั่นเป็นแน่  แต่หลายคนก็เสนอให้พี่เอ๋ปั่นแบบ single speed ซะแทน โดยการถอดตีนผีทิ้ง แล้วให้โซ่อยู่เฟืองหลังตัวใดตัวหนึ่ง โดยเลือกตัวที่น่าจะเหมาะกับเส้นทาง Rolling พี่เอ๋ดูจะอิดออด เพราะก็ไม่เคยลองปั่นแบบนั้น แต่พวกเราก็ให้กำลังใจว่าพี่เอ๋ทำได้แน่  ครั้งหนึ่งในการปั่นออกทัวร์แบบนี้ พี่พงษ์เคยประสบแบบเดียวกับพี่เอ๋  และพี่พงษ์ก็สามารถปั่นขึ้นเขาสูงชันที่เวียดนามด้วย Single Speedมาแล้ว  แต่จะว่าไปเพราะพี่พงษ์เป็นผู้ชาย ด้วยแรง และความรู้เรื่องจักรยานมีมากกว่าพี่เอ๋นัก หนนั้นพี่พงษ์จะเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งก็ต้องลงมาใช้มือ manualทุกครั้งไป
ผ่านด่านไทยแล้ว

จอดรอหน้าที่ทำการ ตม.ของลาว
8โมงเช้า พวกเราได้ข้ามแดนจากฝั่งไทยเรียบร้อยดี แต่พวกเราก็ไปติดอยู่ฝั่งลาวนานเป็นชั่วโมง  กว่าจะหลุดมาได้ก็9โมงกว่า ตะวันเริ่มตั้งชัน ได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ลาวไม่ปล่อยผ่านด้วยการมาเป็นกลุ่มต้องมีตำรวจท่องเที่ยวลาวติดตาม ไปด้วย  แต่พวกเราไม่มี จึงเสียเวลาเลี้ยงน้ำชาเจรจากับเจ้าหน้าที่นานหน่อย  ที่ชายแดน เราเห็นพี่น้องชาวไทยของเราข้ามฝั่งที่จุดผ่านแดนนี้เหมือนกันกับเรา ทุกคนล้วนเดินทางไปหลวงพระบางด้วยเส้นทางนี้เช่นกัน  การเดินทางไปหลวงพระบางทางน้ำเป็นที่นิยมมาก จนทำให้ชาวลาวเกิดอาชีพเดินเรือโดยสารแม่น้ำโขงมากมาย  มากจนแย่งงานกันทำ ทำให้เดือนๆหนึ่ง ออกทำงานกันได้น้อย เพราะต้องต่อคิวการเดินเรือ  มันคงไม่ต่างจากบ้านเราที่อาชีพไหนใครทำแล้วได้ดี  ก็แห่กันไปเรียน ไปทำแบบนั้น จนในที่สุด ก็กลายเป็นแย่งงานกัน  หากินลำบากเข้าไปอีก

แต่กว่าเราจะได้ไปขึ้นเรือก็เที่ยงไปแล้ว  พี่วัชกำหนดให้พวกเราไปถึงก่อนเที่ยง เพื่อจะลงเรือไปทานอาหารกลางวันในเรือ และจะได้ไม่ถึงหลวงพระบางค่ำนัก พวกเราดูจะสบายๆกันทั้งนั้น กับระยะแค่ 45กิโล กับเวลา 3ชั่วโมง 
ออกตัวจากด่านลาว
หลังจากผ่านด่านที่ลาว ชีวิตการเดินทางก็เริ่มขึ้นจริงๆ  พี่เอ๋โดนบังคับให้ปั่น Single Speed โดยมีแก็งค์3หนุ่มตามประกบ 

หนิงออกมาพร้อมพี่โม่  แน่นอนว่าการปั่นท่องเที่ยวแบบนี้ ควรหาคนที่ฝีเท้าไล่เลี่ยกันและปั่นไปด้วยกัน  หรือถ้าจะปั่นไปกับคนรัก  คนหนึ่งจะต้องหัดที่จะรออีกคน  หนิงเลือกที่จะปั่นกับคนรักและเดินทางไปพร้อมกัน เพื่อที่จะประสบพบเห็นในสิ่งเดียวกัน จะได้พูดคุยและแชร์ประสบการณ์ด้วยกัน  พี่ยอดออกตัวไปกับกัปตัน และแซงเราไป พี่หมี พี่หมูอยู่ข้างหน้า  พี่ไก่ปั่นไปไกลอยู่หน้าหนิง  เราปั่นกันไปเรื่อยๆ  บ้านเมืองทางลาวไม่ต่างไปจากทางไทย ฝั่งลาวที่เราข้ามมามีชื่อว่าเมืองเงิน  พี่วัชเล่าให้ฟังว่า เมื่อนานมากแล้วพี่วัชและเพื่อนเคยปั่นผ่านเมืองนี้  เจ้าเมืองแสนจะใจดี ถึงขั้นขับรถมากินข้าวด้วยถึงที่พัก  เพราะเมื่อก่อนเส้นทางนี้ไม่เป็นที่นิยมของนักเดินทาง  ผิดกับปัจจุบัน เดี๋ยวนี้เจ้าเมืองเองก็คงไม่มีปัญญาไปกินข้าวกับนักท่องเที่ยวแล้ว เพราะเยอะมาเหลือเกิน หนิงเห็นที่พักรายทางจะเยอะกว่าทางไทยมาก หลักกิโลบอกเราว่าเรากำลังมุ่งหน้าปากแบง เมืองท่าเรือที่พักสำหรับคนไปหลวงพระบาง การใช้ถนนที่ลาวต่างจากบ้านเรา  ลาวขับรถเลนขวา โชคดีว่าถนนรถไม่เยอะ เพราะกว่าแต่ละคนจะบอกตัวเองได้ว่า ขวานะ ขวานะ ก็ใช้เวลาปรับตัวกันหน่อย 

จากแผ่นที่ วันนี้เราต้องขึ้นเขา 3ลูก  ลูกแรกเป็นลูกที่ใหญ่มาก ตามมาด้วยลูกน้อยๆ 2ลูก  หนิงกับพี่โม่บอกว่า สบายมาก เพราะเราเคยเจอเขาใหญ่ที่เมืองจีนมาแล้ว  แค่นี้สบาย 
พี่ไก่กับเสือcannondale
เราสองคนปั่นแบบชิล ชิล มีเพลงฟังให้สบายอารมณ์  ตอนหนิงปั่นผ่านพี่ไก่  พี่ไก่ ยังงงๆกับการเปลี่ยนเกียร์อยู่เลย  เพราะนานมากแล้วที่พี่ไก่ปั่นจักรยาน  ครั้งสุดท้าย น่าจะมี5-6ปี  แต่พอปรับตัวในการเปลี่ยนเกียร์ได้  พี่ไก่ก็ต้องปรับตัวกับการขึ้นเนิน แล้วในที่สุด พี่ไก่ก็โบกรถ ขึ้นไปพร้อมพี่เอ๋  เพราะsingle speedทำให้พี่เอ๋ปั่นไม่ออกเลยทีเดียว  2คนนั้นเลยวางแผนว่า ขึ้นไปปล่อยตัวลงมาจากยอดเขาลูกแรกเห็นจะดีกว่า 

หนิงกับพี่โม่ได้แต่มองพวกพี่ที่ผ่านไป  เพราะอากาศที่เริ่มร้อนขึ้น แล้วยางหนิงก็โดนเจาะ  มีการเปลี่ยนยางกันเล็กน้อย และได้รับความช่วยเหลือจากพี่วัช และแก็งค์สามทหารเสือ เมื่อเปลี่ยนเสร็จ หนุ่มๆ ก็ทิ้งเราไปเลย  เหลือแต่พี่วัชให้ดูต่างหน้า พี่วัชออกจะชอบที่ปั่นไปกับเราสองคน  เพราะมีเพลงฟังตลอดทาง  แต่ทุกโค้งที่หนิงเห็นพี่วัชนำไปนั้น  หนิงจะได้ยินพี่วัชร้องเสียงหลงออกมาทุกครั้ง  ในตอนแรกหนิงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องร้อง  แต่เมื่อหนิงเข้าโค้งไปอย่างช้าๆ เพราะขุนเขานั้นช่างชันนัก  หนิงก็เข้าใจความหมายได้ทันที  ก็แหม ทางโค้งลาดลงนิดหน่อย  เห็นตอนแรกเป็นใครก็คงดีใจ นึกว่าทางลง แต่พอเข้าโค้งแล้วพบว่าทางลาดลงนั้นมันหลอก ลาดนิดเดียว แล้วขึ้นอีก  แหมมันช่างชันจับใจอะไรอย่างนี้  หนิงต้องทั้งปลอบทั้งขู่ตัวเองและพี่โม่ไปพลางๆ  เพราะยิ่งปั่นก็ยิ่งไม่เห็นทางลงเขา ทำให้นึกถึงคำที่ว่า ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน  ตอนชั่วเนี้ย มันสาหัสซะจริง

เรา3คนปั่นไป ปั่นมา จนพี่วัชรอไม่ไหว เลื้อยเป็นงูหนีไปซะก่อน  กอ่นที่หนิงจะพบความสุข หนิงพบพี่ยอดกับพี่หมูยืนลับๆล่อๆอยู่ใต้ร่มเงาไม้  หนิงกับพี่โม่เลยขอหยุดด้วย เลยได้ความว่า พี่หมูเป็นตะคริว  อากาศตอนนั้นร้อนมาก  ร้อนกว่าเมืองจีนหลายเท่า แถมต้นไม้ข้างทางแทบจะไม่มี  หาได้สักต้นก็เก่งมากแล้ว  พี่หมูบอกให้เรา2คนไปก่อน  พี่ยอดอาสาอยู่เป็นเพื่อนพี่หมู  พอเราปั่นออกมาไม่นาน เราก็เห็นจักรยานจอดซุกอยู่ใต้หญ้าคาอีก 2คัน  หนิงกับพี่โม่ค่อยๆปั่นขึ้นไปดู  เห็นกัปตันโทนนั่งอยู่ในร่มของหญ้าคาที่ชูช่ออยู่ซัก10ใบ เห็นจะได้  ถัดไปด้านใน เห็นพี่หมีซุกตัวอยู่  เสียงกัปตันหัวเราะร่า บอกว่ามี swingingกันเกิดขึ้น  แถมต้องมาหลบแดดใต้หญ้าคา  ดูน่าสงสารอย่างไรไม่รู้ แต่กัปตันก็ช่างคิดนะ ใบหญ้าคาดูๆไปมันก็ให้ร่มจริงๆละ  เพียงแต่ต้องอยู่ให้ต่ำกว่ามันเท่านั้นเอง
ร่าเริงหลังจากได้น้ำเย็น

หนิงกับพี่โม่มองดูแล้วท่าทางจะหยุดพักด้วยไม่ได้ เลยไปกันต่อ  ยิ่งปั่นขึ้นเขา ก็ยิ่งร้อน  ยิ่งเหนื่อย  น้ำกระปุกเดียวที่เอามา ไม่ได้ทำให้ชื่นใจขึ้นเลย  energy barที่พกมาก็ต้องควักมากินแล้ว เกือบ11โมงแล้วในตอนนั้น  แต่ทำไมแดดมันแรงอย่างนี้
ด้วยความอนาถของเส้นทาง เราจะพักกินน้ำก็ต้องกินกันกลางแดด  กินเสร็จก็ต้องปั่นกันต่อ  จะยืนหลบแดดก็ไม่มีที่ เรา2คนปั่นกันไปจนถึงยอดของเขาลูกแรก  แล้วเราก็เจอขุมทรัพย์  น้าเยาว์และกิ๊ฟดักรอบนนั้น  มีน้ำเย็นน้ำแข็งรอเราอยู่  ถึงจะไม่ร่ม  แต่อย่างน้อยก็มีน้ำเย็น มันก็ช่วยเราได้มากทีเดียว  จูดนั้นเป็นจุดชมวิวถ่ายรูปที่สวยทีเดียว เราเห็นเส้นทางลงแล้วมีกำลังใจขึ้นมาก  พี่วัชรอเราอยู่ตรงนั้น  ชี้ชวนให้เราดูเขาอีก2ลูก  โอ๊ยสบายมาก  เล็กกว่านี้ตั้งเยอะ  เราเติมความเย็นกันเต็มที่ ก็ไหลตามพี่วัชลงไปไม่ช้า  อย่างที่เคยบอกหลายหนแล้วว่า เวลาลมปะทะหน้า มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษจริงๆ  แต่ดีเจ็ดหน มันช่างสั้นอะไรอย่างนี้  แล้วเราก็ต้องออกแรงกันอีกครั้ง  พี่วัชหนีเราไปไม่ไกล  ก็ต้องมาฟังเพลงด้วยกันอีก  เรา3คนเลื้อยเป็นงูอยู่กลางถนน  ดีที่ว่ารถน้อย  ไม่งั้นคงเลื้อยไม่ได้  การปั่นจักรยานเลื้อยๆ  ใครไม่ปั่นคงนึกไม่ออก  เวลาเราเจอเขาชัน  เราจะไม่ปั่นขึ้นตรงๆ เพราะจะทำให้เราใช้แรงมาก แต่ถ้าเราเลื้อยแบบงู จะทำให้เราออกแรงกดน้อยลง  แต่ระยะอาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่นักปั่นเลือกแล้ว 

เราเลื้อยกันไปซักพัก  พี่วัชก็ทิ้งเรา2คนอีกครั้ง  หนิงกับพี่โม่เริ่มปั่นไปบ่นไป  ว่าทำไมมันไม่ถึงซักที พี่ทองขับรถย้อนกลับมาดู แล้วก็เลยเราไป ปล่อยให้เรา2คนปั่นท่ามกลางแสงแดดแผดเผา 

โดนเก็บกันทั่วหน้า
ในขณะที่หนิงกับพี่โม่ออกแรงปั่นขึ้นเขา  หนิงก็ได้ยินเสียงแตรรถดังมาข้างหลัง หนิงหันไปบอกพี่โม่ว่า “พี่ทองมารับแล้ว  เขามาเก็บเราแล้ว” พี่โม่ตอบทันควันเลยว่า “ไม่ เค้าไม่ขึ้น” นั่นไง เกิดอยากปั่นอะไรกันตอนนี้พ่อคู้ณ  แต่ไม่ทันได้ต่อรองกับพี่ทอง  เสียงหนุ่มใหญ่ก็ออกคำสั่งตามมาว่า “ขึ้น ขึ้น ขึ้น ..ขึ้นไปให้หมด”  แล้วเราก็พบว่าบนรถพี่ทอง มีพี่หมี พี่หมู น้าโทน และพี่ยอด นั่งกันเรียบร้อย เราขึ้นเป็นคู่ที่3 ทั้งที่ยังอยากปั่น  แต่เวลาไม่อำนวยเราแล้ว  ในตอนนั้นเอง เราได้ยินเสียงวอมาจากพี่วัชว่า “ เฮ้ยทอง ทอง  เดี๋ยวมารับด้วย  … ไม่มารับจะฆ่าให้”  พวกเราแอบขำกัน เพราะรู้แล้วว่าพี่วัชไม่ไหวแล้ว  แล้วพี่วัชก็ขึ้นรถตามเรามาติดๆ

รถออกตัวมาอีกไม่กี่เนิน  ริมทางข้างซ้าย มีหนุ่มใหญ่ กับสาวน้อยลงไปทำลึกลับกันข้างทาง  เสื้อแดงทั้งคู่ จะวางเพลิงหรือดักยิงใครกัน แต่เมื่อมองดูก็เป็นพี่ก้อยและพี่ไก่  จับมือกับหลบร่มใต้หญ้าคาอีกคู่ ใครจะเชื่อละว่ายามนี้ หญ้าคาช่างมีประโยชน์มากมาย
พี่ไก่ กับพี่ก้อยมอบตัวแต่โดยดีไม่มีอิดออด  จากนั้นไม่นานเราก็ได้ตัวเชลยอีกคู่นึง  พี่พงษ์กับพี่เอ๋ นี้ก็กำลังหลบแดดอยู่เหมือนกัน  พี่พงษ์แอบมาสารภาพว่า  คิดว่าระยะ45กิโลมันกระจอก  เลยไม่เติมเกลือแร่อะไรมาเลย  แถม 3ทหารเสือมีเงาะพกหลังมา 5ลูก แบ่งกันกินไปแล้ว  ช่างน่าอนาถอะไรอย่างนี้
รอขึ้นเรือ
และคู่สุดท้ายที่เราสอยมาได้ คือพี่แอนกับพี่ไกด์  พี่แอนนี้อย่างฮา  เธอส่งรถให้พี่วัชได้ เธอก็สะบัดก้นไปขึ้นรถน้าเยาว์เลย  อย่างไม่ใยดีในจักรยานของตัวเอง  ได้ยินทีหลังว่าตะคริวขึ้นจนหมดอารมณ์ปั่น  ส่วนผู้ที่รอดจากการโดนพี่ทองสอยก็มีออยและพี่บี๋  ตอนที่พวกเราไปเจอ  2คนกำลังปั่นกันอย่างดุเดือด  แต่ที่ไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง  เห็นจะเป็นพี่ต๋อง  เธอมานั่งรอที่ท่าเรือเรียบร้อย  โดยมีเด็กๆล้อมหน้า ล้อมหลัง และเราก็ถึงเรือกันจนได้

พาจักรยานลงเรือ
เรือที่มารับเป็นเรือใหญ่  พวกเราเคยขึ้นกันครั้งหนึ่งจากห้วยแก้วมาปากแบงเมื่อครั้งปั่นไป สิบสองปันนา  แต่คราวนี้พิเศษตรงที่มีอาหารกลางวันรอท่าอยู่  พวกเราที่หิวกันตาลาย  เจออาหารที่รอท่าอยู่มีเหรอที่จะทนไหว  น้ำพริกชาวลาวอร่อยจัดจ้าน แถมส้มตำที่หน้าตาแสนจะซีดเซียว  แต่รสชาติรุนแรง ก้าวร้าวได้ที่ทีเดียว 

การนั่งเรือ เป็นการพักผ่อนที่ดี พี่ๆหลายคนถือโอกาสชาร์ตแบต หนิงมีโอกาศได้คุยเรื่องต่างๆจากพี่วัช  และเรื่องที่น่าสนใจอย่างการปั่นไปพม่า และเรื่องราวต่างๆในปีที่ผ่านมา พี่วัชเล่าว่าการปั่นเฉลิมพระเกียริ์ตมีเงินเหลือจาการจัดเพื่อถวายในหลวงถึงแปดหมื่น บาท เป็นเรื่องที่เรายินดีกันมาก  เพราะพี่วัชเล่าว่า ช่วงที่ปั่นเมืองจีนใช้เงินเยอะมาก เพราะตัวหารน้อย  แต่เมื่อชาวการบินไทยไปแจม ตัวหารมากขึ้นทำให้รายจ่ายลดลง เงินจึงเหลือมากขึ้น 
พวกเราพักผ่อนหย่อนใจกันหลายรูปแบบ ถ่ายรูป นอนเล่น รวมไปถึงเล่นไพ่ด้วย  กองไพ่ดูจะสนุกกว่าใคร เพราะเสียงเฮมีได้ตลอด เสียงกิ๊ฟดูจะดังกว่าใครๆ  เพราะเธอคือผู้ที่วนเวียนกับการเป็นslaveอยู่ร่ำไป  แต่พอพี่เอ๋มาเล่น ยิ่งเฮหนักกว่าเก่า เพราะความโก๊ะของพี่เอ๋ ตอนแรกก็เล่นเป็น Kingดีๆ  เล่นไปเล่นมา พอหนิงเดินออกไม่ช่วยดู เท่านั้นแหละ  พี่เอ๋ก็กลายเป็น slaveทันที  เรียกเสียงฮาไปตรึมเพราะจากการคาดเดา  คาดว่าไพ่อาจจะดี  แต่พี่เอ๋ชอบเดินไพ่แบบ ลองดู ก็ไม่รู้ว่าจะลองอะไร  เลยเป็น slaveซะเลย
พี่ก้อยกับออยรอปั่นรอบเย็น
เส้นทางโปรดที่พี่เอ๋ชอบ  ทางลูกรัง
เรือล่องแม่น้ำโขงกว่าจะมาถึงท่าใกล้หลวงพระบางก็เกือบ6โมงเย็น เราต้องยกเลิกการไปถ้ำพระ ไม่เช่นนั้นจะปั่นถึงเมืองมืดค่ำ  เราเลยเริ่มปั่นกันอีกครั้งหลังจากพักกันมานาน ยกเว้นพี่บี๋ที่ถวายตัวอยู่เป็นเพื่อนภรรยารัก ร่องเรือขนสัมภาระที่เหลือเข้าเมืองหลวงพระบางให้พวกเรา เส้นทางช่วงแรก พี่เอ๋ถึงกับออกปากว่าชอบเลย เพราะเป็นทางลูกรัง rollingเล็กๆ  เห็นปั่นปลิวหายวับไปทันที  พี่ก้อยกับพี่ไก่ก็ใช่ย่อย ปั่นหาย ปั่นหาย  หนิงไล่จะไม่ทันเอา  ทั้งที่พี่ก้อยใช้ยาง 700cเส้นน้อย กลับไม่ได้กลัวหินลอย หรือลูกรังใดๆ  สมแล้วที่เป็นเสือเก่า เส้นทางเป็นทางเลาะแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ  ปั่นๆไป ก็แอบหันไปมองสายน้ำ ที่ไหลเชี่ยวสะท้อนกับแดดสุดท้ายของวัน กว่าจะถึงถนนใหญ่ แสงแดดก็เริ่มหมดพอดี 

เราต้องใช้ไฟจักรยานกันอีกครั้ง หนิงจับกลุ่มกับพี่โม่ พี่หมี พี่ยอด และน้าโทน เราผลัดกันนำเป็นช่วงๆ  โดยช่วงสุดท้าย ก่อนถึงเมืองรถราจอแจให้น่าหวาดเสียว แต่พี่หมีก็นำยาวไปจนเจอกลุ่มแรกที่รอเราอยู่อย่างปลอดภัย  เรารอจนครบคน พี่วัชก็นำปั่นเข้าเมือง เราแวะทานข้าวก่อน โดยมีพี่บี๋และกิ๊ฟตามมาแจม หลังอาหาร เราเข้าที่พักที่ดีใช้ได้เลย ชื่อ สาลาหลวงพระบาง ออยเป็นคนแนะนำ ห้องดี สะอาด และน่ารักดี คืนนั้นเราได้พัก หลังจากเสียแรงกันมามาก รวมๆแล้วเราปั่นกัน 60-70กิโล  ขึ้นอยู่กับช่วงแรกว่าใครปั่นได้มากแค่ไหน  คืนนั้นเป็นคืนแรกในลาว และเป็นคืนแรกที่หลวงพระบาง กับน้ำอุ่นและที่นอนแสนสบาย และเสียงกรนก็ดังขึ้นอีกครั้ง