แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bike touring แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bike touring แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทัวร์เป็ดน้อยกับพ่อห่าน ตอน ทักษะการปั่นจักรยานเบื้องต้น

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า กลุ่มเพื่อนๆของเล็กเขารวมตัวกันปั่นจักรยาน ทำให้เล็กและใหญ่ได้มีโอกาสไปร่วมปั่นอยู่ 2-3ครั้ง จนเกิดอาการติดลม อยากได้จักรยานขึ้นมาบ้าง งานนี้ก็ร้อนถึงพ่อห่านอย่างพี่โม่ ที่ถูกรบเร้าให้ช่วยหารถให้หน่อย จนเล็กไปได้รถจักรยานมาคัน สวยถูกใจเจ้าหล่อนนัก พอเล็กมี ใหญ่ก็คันๆ อยากได้ จนวันหนึ่ง หนิงกับพี่โม่ ไปเดินเล่นตลาดนัดรถไฟ แล้วไปเจอคันนี้เข้าให้ เห็นแว่วๆว่าใหญ่ตั้งชื่อว่า กาแฟเย็น เจ้าคันนี้ราคาถูกกว่าที่ลงขายในเวป หนิงกับพี่โม่เลยยุ บอกให้ใหญ่เอาไว้ก่อน

เมื่อมีจักรยานก็ต้องมีทริป ไอ้จะพาไปขี่เขา ก็คงมีจูงจักรยานกันแน่ๆ ในช่วงเวลานั้นเองที่หนิงได้ข่าวว่าแม่มณีถอยรถsingle speedออกมาครอบครองไว้ 1คัน หนิงเลยคำนวณว่า ถ้าพาสาวๆมือใหม่ ทั้ง 3ไปพร้อมกัน น่าจะดี เพราะจะได้มีเพื่อนปั่นกันไป ว่าแล้ว หนิงก็ปรึษาพี่โม่เรื่องออกทริป เราเลือกที่จะเริ่มจากบ้านใหญ่ เพราะบ้านพักใหญ่ อยู่แถวพระราม 2 เหมาะที่จะปั่นออกไปหาอาหารทะเลกิน หนิงเลยเอาปูเข้าล่อให้ใหญ่หลวมตัว อยากมามากขึ้น ซึ่งก็ได้ผล ในขั้นแรก เมื่อเล็กรู้ระยะทาง ก็มีร้องงอแงทำท่าจะเบี้ยว พี่โม่ก็จัดหนักโดยการล่อซื้อแฮนด์มือสองเพื่อมาเปลี่ยนให้เล็ก ก็ได้ผลเป็นอย่างดี

จริงๆก่อนหน้านี้เรื่องทัวร์เป็ดกำลังจะกลายเป็นตำนาน เมื่อหลายคนเห็นว่า มีพ่อห่านเข้ามาป่วนเปี้ยนในกลุ่มเป็ด แต่ในที่สุด พ่อห่านเลยต้องทำหน้าที่หัวหน้าคณะทัวร์ ทำให้ทัวร์เป็ดน้อย ยังดำเนินต่อไปได้

หนิงจัดแจงนัด สาว สาว สาว ในสุดสัปดาห์ที่เป็นใจอย่างยิ่งในการปั่น เพราะเป็นช่วงที่มรสุมเข้า ทำให้ในวันนั้นไม่มีแสงแดดมาแผดเผาให้สะเทือนใจ เรานัดกันที่บ้านใหญ่ 8โมงครึ่ง ซึ่งจากการคำนวณเวลาแล้ว หนิงว่าระยะทางขาไป 25กิโล น่าจะทำให้ถึงร้านอาหารเที่ยงๆ พอให้น้ำย่อยออกมาทำงานพอดี โดยการปั่นครั้งนี้ไม่เน้นความเร็ว แต่เน้นการใช้ถนนร่วมกับรถยนตร์ตั้งแต่ 4ล้อขึ้นไป

ก่อนออกเดินทางเรามาเช็คลมยางหน้าหลัง โดยสูบลมให้เท่ากับที่ยางกำหนดมา หลังจากทุกอย่างพร้อม สาวๆก็เตรียมผ้าไว้สำหรับกันแดด และที่แน่ๆ ก็ใส่ถุงแขนกันล่วงหน้าเลย ไม่อย่างนั้น แขนด่างเอาได้

เส้นทางที่จะไป บางช่วงเป็นช่วงชุลมุน บางช่วงปลอดรถ ทำให้การปั่นไม่เครียดมากเกินไป ก่อนออกเดินทาง เราเจอเพื่อนบ้านใหญ่ ซึ่งพี่เขาเพิ่งกลับจากการปั่น พี่เขาก็ปั่นมาจากเส้นที่เรากำลังจะไป เขามาแนะนำให้เราไปดูทะเลกรุงเทพ น่าดูมากเลย แต่นั้นมันสวนสยามนี้นะ 'ทะเลกรุงเทพ' หนิงจำสโลแกนมันได้ แต่คงไม่ใช่ละ พี่เขาคงไม่ปั่นจากพระราม 2ไปสวนสยามแล้วกลับมาเร็วก่อน9โมงไปได้ พี่เขาคงหมายถึงทะเลบางขุนเทียนนั้นเอง แน่นอน เราก้อยากไปถึงนั้น แต่คงไม่ใช่วันนี้ หนิงแอบคิดในใจ

เราออกจากบ้านใหญ่ 9โมงโดยประมาณ ปั่นผ่านหน้าโรงเรียนรุ่งอรุณ เส้นทางนี้เมื่อ 10กว่าปีก่อน หนิงเคยมาปั่นไปดูลิงแสมฝูงสุดท้ายในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าปานนี้มันยังอยู่กันไหม หนิงจำได้ว่าเส้นทางครั้งนั้นเป็นทาลูกรัง ตอนนั้นหนิงใช้เสือภูเขาปั่น แต่คราวนี้พวกเราใช้รถทางเรียบประเภททัวริ่งทั้งนั้น ปั่นเลยโรงเรียนรุ่งอรุณไปหน่อยทางขวามือหลังจากลงสะพานข้ามคลอง จะมีร้านขายอาหารประเภท ห่อหมก ข้าวต้มมัด ร้านนี้เมืองก่อนตอนที่หนิงปั่นมาดูลิง เคยซื้อขนมสอดไส้กิน อร่อยมาก คราวนี้ หนิงเข้าไปถามหา ได้ความว่าไม่ทำมานานแล้ว เพราะคนทำเรียนจบ ทำงานอย่างอื่นกันหมด น่าเสียดาย แต่อย่างอื่นหนิงก้ไม่ได้ซื้อชิมว่าจะอร่อยไหม แต่ดูแล้วก็คงไม่น่าผิดหวัง เพราะเป็นร้านที่ทำเองแบบชาวบ้านที่มีวัตถุดิบแบบเต็มๆ

เราปั่นผ่านกันมาเรื่อยจนถึงสามแยก เลี้ยงขวาไปพระราม2 เลี้ยวซ้ายไปท่าข้าม พี่โม่ พ่อห่านที่นำทริปนี้ออกอาการงงๆ เลยพาพวกเราเลี้ยวขวาไปรพราม 2 แต่พอไปได้สักพัก ก็พบว่ามาผิดทาง เลยย้อนกลับทางเก่า จากระยะทางจากบ้านใหญ่ หนิงซึ่งรับหน้าที่ปิดท้าย สังเกตุว่าเป็ดแต่ละตัวท่าทางจะยังเกร็งๆ กับการขี่จักรยานบนถนนที่รถเยอะ ดูไม่ค่อยกล้าหันมามองข้างหลังกันเลย จนหนิงอดใจไม่ได้ ต้องบอกให้หันมามองกันบ้าง ส่วนแดงกับ single speed ดูแดงแข็งแรงมาก หนิงจะแนะแดงให้ก่อนขึ้นสะพาน ออกแรงส่งให้จักรยานมันแรงพอที่จะขึ้นสะพานง่ายๆ ซึ่งดูแล้วแดงทำได้สบายทีเดียว

ตอนนี้พวกเรามุ่งหน้าไปตามทางที่ไปท่าข้าม แล้วเราก็พักจุดแรก ร้านสะดวกซื้อ 7-11 หนิงรีบถามเล็กก่อนเลยว่าไหวไหม เล็กยังเสียงแจ๋ว ดูคึกคัก ส่วนแฝดใหญ่ หนิงหายห่วง ใหญ่เป็นสาวใจสู้ทีเดียว เพราะเมื่อครั้งที่ใหญ่ ปั่นครั้งแรกกับเพื่อนๆเล็ก ใหญ่ปั่นขึ้นเนินยาวๆได้สบายๆ โดยไม่ต้องลากจูงเลย ส่วนแดง เป็นสาวที่แอคทีฟตลอดเวลา หนิงแค่ห่วง เพราะเพิ่งรู้มาว่าแดงเพิ่งจะออกทริปไกลๆครั้งแรก ก่อนหน้านั้น แดงแค่ปั่นอยู่แถวๆบ้าน

จริงๆแล้วเล็กกับใหญ่เคยมีประสบการณ์การปั่นจักรยานในอินเดีย ซึ่งแสนจะไม่ง่ายเลย เพราะหนนั้น เต็มไปด้วย รถสารพัดแบบทั้งรถยนตร์ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ คนเดินเท้ารวมไปถึงวัวที่ต่างก็แย่งกันใช้ถนนร่วมกัน คราวนี้จะว่าไปถือว่าง่ายกว่ามากสำหรับฝาแฝด

หลังจากให้น้ำกันไป เราก็ออกเดินทางต่อ เส้นทางของเรามุ่งหน้าไปทางวัด หัวกระบือ ลมทะเลที่พัดขึ้นฝั่งวันนี้แรงเอาการอยู่ ใหญ่ค่อนข้างดูไม่สบายเลยกับการปั่นจักรยาน แต่เล็กยังพอไปได้ หนิงถามเล็กเป็นระยะ ระยะ ว่าไหวไหม กลัวว่าเล็กจะเกิดอาการท้อแท้ไปซะก่อน เราแวะถ่ายรุปกันไปเรื่อยๆ หลังจากผ่านวัดหัวกระบือ เส้นทางค่อนข้างจะปลอดจากรถ จะมีมาบ้างเป็นบางช่วง สะพานข้ามคลองก้ไม่มากเหมือนช่วงที่ปั่นแรกๆ แต่ลมยังคงเป็นอุปสรรคนักหนา หนิงได้ยินเล็กบ่นเรื่องลมเป็นระยะ แต่หนิงก็ให้กำลังใจไปว่าขากลับสบาย แดงปั่นลิ่วๆ ตามพี่โม่ไปติดๆ แดงบอกว่าถ้ารอบดีๆ ยังปั่นแซงพี่โม่ไปได้ด้วย ดูเหมือนแดงจะได้กำลังใจไปเยอะ ส่วนใหญ่ดูแย่มากสำหรับคราวนี้ ใหญ่ปั่นรั้งท้าย จนหนิงต้องให้ใหญ่นับ 1-2เพื่อช่วยหาจังหวะในการปั่น ใหญ่แอบถามว่าทำไมจักรยานแดงไปเร็วจัง เบากว่าเยอะเหรอ ใหญ่บอกว่าจักรยานใหญ่หนักมาก
หนิงได้แต่บอกว่ามันคนละประเภทกัน จริงๆจักรยานแบบแดงเขามีสำหรับการแข่งขัน แต่นำมาดัดแปลงเพื่อใช้ขี่ตามถนน จักรยานของแดงขอเสียคือไม่สามารถพากันปั่นขึ้นเขาได้ ซึ่งผิดจุดประสงค์ในการซื้อจักรยานของใหญ่

หลังจากปลอบใหญ่ให้หายกังวล พี่โม่ก็จัดพักให้อีกรอบ รอบนี้เราได้มุมน่ารักให้ชักภาพเป็นการใหญ่ น่าตลกที่ทริปนี้ทุกคนมีกล้องเป็นของตัวเอง แล้วเราก็เลือกถ่ายมุมที่เราชอบ อย่างสนุกสนาน เมื่อหายเหนื่อย เราก็ออกเดินทางต่อ ไม่มีใครรู้ว่าเรามาไกลแค่ไหน เพราะมือใหม่ไม่มีใครมีเครื่องวัด ส่วนมือเก่ามีพี่โม่คนเดียว แต่ไม่ยอมบอกใคร ส่วนหนิงก็หลอกเพื่อนสาวไปเรื่อยๆว่าใกล้แล้ว ใกล้แล้ว

ไม่นานนัก เราก็ปั่นออกสู่เส้นทางมุ่งหน้าชายทะเลบางขุนเทียน จากตรงนั้นไม่ไกลเท่าไหร่นัก เราก็จะถึงร้านอาหารที่เรารอคอย แต่พี่โม่บอกว่าเลยจากร้านอาหารเลี้ยวซ้ายตรงสามแยก จะมีร้านกาแฟน่ารักร้านหนึ่ง ร้านกาแฟนี้เป็นร้านกาแฟที่นักปั่นจักรยานแถวๆนั้นใช้เป็นที่พักดื่มน้ำ ก่อนปั่นกลับบ้านใครบ้านมัน

ก่อนเราจะมาถึงร้านน้ำ เล็กท่าทางบอกบุญไม่รับเลย แต่พอเลี้ยวซ้ายเท่านั้นละ ลมส่งก้นเล็ก ทำให้ปั่นได้เร็วขึ้นแบบไม่เห็นฝุ่นเลย ผิดกับใหญ่ที่ปั่นยังไงก็ไม่ไป ตลอดทางใหญ่บ่นว่ารถหนัก แต่หนิงลองให้ใหญ่ยกจักรยานหนิง ใหญ่ก็ว่ารถหนิงหนักกว่า แต่พอใหญ่ลองปั่นรถแดง ใหญ่บอกว่าสบายมาก หนิงมีหลอกให้แดงลองปั่นแซงใหญ่ด้วยรถจักรยานใหญ่ หวังจะให้ใหญ่สบายใจ ซึ่งแดงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เธอเอาพลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในออกมา แต่ทันทีที่แซงใหญ่ได้ แดงบอกว่า 'ไม่ไหวแล้ว รถหนัก' ว่าแล้วใหญ่ก็ต้องกลับมาปั่นจักรยานคันเดิมของตัวเองมุงหน้าร้านน้ำแบบแฮ่กๆ

หลังจากเรานั่งดื่มน้ำกันสบายใจ ระยะทางประมาณ 25กิโล ตามเป้าหมาย เราก็ย้ายที่พักมายังร้านอาหารริมทาง ชื่อรับลม ร้านนี้เป็นร้านชาวบ้าน มีบ่อปลาอยู่ข้างๆ ที่นั่งสบายนั่งยืดขาสบาย เราสั่งหอยตลับผัดพริกเผา ปลาทอดราดน้ำปลา ปลาหมึกผัดกะทิ ไข่เจียวกุ้ง ที่ขาดไม่ได้คือปูนึ่ง ซึ่งใหญ่รอคอยมาก อาหารมาอย่างต่อเนื่อง เราใช้เวลานับชั่วโมงในการกำจัดสิ่งเหล่านั้นลงไปอยู่ในกระเพาะอาหาร ก่อนออกเดินทาง เราตบท้ายด้วยสละลอยแก้วเย็นๆ ให้ชื่นใจ

ขากลับ เรากลับทางเดิม โดยเราแวะวัดหัวกระบือด้วย ที่วัด หนิงเห็นกะโหลกควายวางเรียงกันเต็ม อีกด้านมีคอกควาย ซึ่งมีเจ้าควายอยู่นับสิบๆตัว สอบถามได้ความว่าวัดนี้เน้นการทำบุญไถ่โคกระบือ แล้วกระบือเหล่านั้น ก็จะเอาไว้ให้ชาวบ้านมาขอไปสำหรับทำนา ห้ามเอาไปฆ่าเด็ดขาด แต่ควายสวนใหญ่เป็นควายเผือก ชาวบ้านไม่นิยมเลี้ยง อันนี้คงเป็นความเชื่อท้องถิ่น จะว่าไปหนิงเห็นควายเผือกมากๆ แถวประเทศลาว เวียดนาม เมื่อครั้งไปทัวร์ริ่งท่ีนั้น แต่ก็ดูชาวบ้านไม่ได้เชื่อถืออะไร อาจเพราะแถวนั้นมันมีแต่เผือกๆ ไม่เลี้ยงไว้ คงไม่มีควายไว้ใช้เป็นแน่

ระหว่างทางก่อนถึงบ้านใหญ่ ใหญ่พาเข้าชมอาศรมศิล์ป สถานที่เรียนที่ใหญ่กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ สถานที่น่ารัก ร่มรื่น เหมาะกับการเอนหลังเป็นอย่างยิ่ง ว่าแล้ว สาวๆ ก็ล้มตัวลงนอนแผ่หราแบบไม่อายใคร เพราะแต่ละคนก็หมดกันสุดๆ ทริปนี้เป็นทริปที่สุดของสาวๆ โดยเฉพาะเล็ก เพราะเราไม่อยากเชื่อว่าเล็กจะทำได้ ถึงจะมีงอแงบ้างก็ตาม ส่วนแดงหลังจากทริปนั้น แดงก็เกิดอาการอยากจะปั่นอีกตลอดเวลา จนทำให้หนิงกับพี่โม่ เตรียมหาทริปสำหรับสาวๆกัน ใหญ่ไม่ต้องพูดถึง ขานี้สุดๆ ใจถึง แรงดี เพราะในที่สุด เราก็รู้ว่ารถจักรยานใหญ่มีปัญหา ล้อหลังมันไม่วิ่ง น่าจะเกิดจากลูกปืนข้างใน ซึ่งคือสาเหตุของรถที่ทำให้ปั่นไม่ไป แต่ใหญ่ก้ปั่นมาเกือบตลอดทาง มีหนิงกับแดงผลัดกันลองของจนรู้ถึงสาเหตุของความหนืดนั้น

ก่อนจากกัน เรามาเซ็ตรถกันใหม่ ทั้งของแดงและของเล็ก คราวหน้า หนิงแนะให้สาวๆหาของใช้สำหรับจักรยาน ไม่ว่ากางเกง หรือผ้าคลุมหน้า เพื่อป้องกัน ไม่ให้สภาพเราเยินไปกว่าที่เป็นอยู่ คราวหน้า หนิงกับพี่โม่ยังไม่รู้ว่าจะพาสาวๆไปไหน แต่ที่แน่ๆ ต้องมีของอร่อยๆรออยู่แน่ๆ เหมือนรางวัลของชีวิตยังไงยังงั้น

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทริปหนีเมียเที่ยว... กลับเมืองกาญจน์ถิ่นเก่า

ทริปหนีเมียเที่ยว...กลับเมืองกาญจน์ ถิ่นเก่า

เริ่มต้นการหนีเมียเที่ยวครั้งนี้ ฟังดูเหมือนโยนกระเป๋าออกนอกรั้วแล้วปีนกำแพงหนีออก จากบ้านมายังไงยังงั้น แต่ที่จริงแล้ว แค่ยิ้มให้เมียแล้วเดินออกจากบ้านอย่างสง่าผ่าเผย ดูจะง่ายกว่า เพียงแต่ว่าเมียอย่าจับได้แล้วกันว่าผัวโกหกว่าไปทำงาน แท้จริงแล้วหนีเที่ยว

เรื่องราวคราวนี้เริ่มต้นที่เจ้าของความคิดคือพี่ปุ๊ย ผู้ช่ำชองเส้นทางรอบเขื่อนศรีฯที่ เมืองกาญจน์ เกิดอาการอยากกลับไปขี่เล่นแถวนั้นอีกครั้ง เมื่อหลายปีก่อน หลายครั้งหลายหนที่เส้นทางนี้ถูกจัดแข่งขันจักรยานทางไกล ทั้งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดและทั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฎจัด นักแข่งจักรยานหลายคนทั้งเข็ดขยาดจากเขา ทั้งเจ็บขนาดจาก การล้ม แต่บางคนอย่างพี่ปุ๊ยเหมือนหายใจเข้าออกเป็นถนนสายนี้มาตลอดเวลา ทุกครั้่งที่ขี่ เล่นที่พระรามห้า พี่ปุ๊ยจะติ๊งต่างว่าสะพานวงเวียนคือ เขาตับแตก(ตับเต่า) แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา ทั้งป่ัน ทั้งโยกขึ้น พาลทำให้พวกพี่ๆที่ขี่ตามกันมาข้างหลัง ต้องกระทืบบันได ถีบตามขึ้นสะพานเป็นการใหญ่


เมื่อความอยากมันส์ล้นอก พี่ปุ๊ยก็จัดการเดินถามพี่ๆ คนอื่นๆว่ามีใครบ้างที่สนใจจะไปปั่นด้วยกัน บังเอิญว่าวันนั้นหนิงเดินเฉี่ยวไปมา อยู่แถวๆนั้น แล้วหูก็กางใบรับคลื่นความถี่ ได้ยินแว่วว่า ‘ไปกันกี่คน’ ก็เลยเกิดอาการอยากรู้อยากเห็น หนิงเดินเข้าไปถามพี่ปุ๊ยว่าไปไหนเหรอ พี่ปุ๊ยซ่ึงกำลังตกลงกับพี่พล ก็เกิดอาการโกหกไม่เป็นขึ้นมาซะงั้น เลยบอกที่มาที่ไปกับหนิง หนิงเองก็เกิดอาการ จะอยู่บ้านไปใย ออกไปหาที่เที่ยวเล่นดีกว่า เลยขอตามเขาไปดื้อๆ เป็นอันตกลงว่า เริ่มมีคนสนใจจะไปขี่กันที่เขื่อนศรีอีกครั้ง

พวกพี่ๆนัดกันแล้วตกลงกันว่า Long weekendนี้ จะขี่กันที่พระรามห้าก่อนในวันศุกร์ จากนั้นจะขับรถกันไปเลย แผนนี้ถูกวางไว้จากคนหนีเมียเที่ยว (เป็นใคร ไปสืบกันเอาเอง)


เช้านั้น หนิงจัดเตรียมทุกอย่างพร้อม ตามคำสั่งของผู้จัดการทริป หนิงออกจากบ้านสายหน่อย เพราะรู้ดีว่ายังไงยังไงพวกพี่ๆก็คงปั่นกันไม่น้อยกว่า 6รอบเป็นแน่ แล้วก็จริงดังคาด หนิงเข้ากลุ่มตอนที่เขาปั่นกันไปแล้ว 2รอบ ดูเหมือนคนไม่เยอะ เพราะเป็นวันหยุดยาว หลายคนไปเที่ยวกับครอบครัว เราพวกที่เป็นอิสระบ้าง ไม่อิสระบ้างจากครอบครัว ก็ตั้งหน้าตั้งตาปั่นโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ยิ่งปั่นมากรอบ พี่ๆก็ยิ่งกระทุ้งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรอบสุดท้าย หนิงขอแบบเบาๆหน่อย แต่ในบรรดาหัวลาก ดูพี่สุเมธจะเข้าใจความหมายหนิงคนเดียว นอกนั้น เบาของพี่ๆเขา อาจหมายถึงปั่นให้หนัก ให้รู้สึกตัวเบา รอบสุดท้ายหนิงเลยเกิดอาการลิ้นปลิ้นออกมา

กลับเข้าที่จอดรถ ต่างคนต่างอาบน้ำ อาบท่า เตรียมพร้อม วันนี้หนิงขับรถไป โดยรถหนิงมีพี่ปุ๊ยกับพี่แขกนั่งไปด้วย ส่วนรถอีกคันพี่หมึกขับ มีพี่นพ กับพี่สุเมธเป็นตุ๊กตาหน้ารถ เราออกจากรุงเทพก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าๆแล้ว โดยไปรวมตัวกันที่ปั๊ม ปตท บนถนนที่่มุ่งหน้าไปสุพรรณ เราเลือกใช้เส้นทาง บางเลน กำแพงแสน กาญจนบุรี แทนเส้นทาง นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ด้วยเหตุผลคือ เส้นทางสายนั้นมีไฟแดงเยอะ และคาดกันว่าวันนี้ต้องมีผู้คนใช้เส้นทางหลักเยอะมาก แล้วพวกเราก็ไม่ผิดหวัง เพราะเส้นทางนี้ รถจัดว่าน้อยสำหรับในช่วงเทศกาล อาจเพราะคนยังไม่นิยมเส้นทางนี้เท่าไหร่ สำหรับพวกที่มีบ้านอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเทพ เหมาะที่จะใช้เส้นทางนี้เดินทางไปเมืองกาญจน์มาก แต่ยังมีถนนบางช่วงเท่านั้นที่กำลังทำ ซึ่งอีกไม่นานถนนเส้นนี้ก็จะเป็นถนน4เลน ขับสบายเส้นหนึ่ง แต่ที่จะน่ารำคาญหน่อยก็หนีไม่พ้น 10ล้อ เพราะในละแวกนั้นเห็นรถขนอ้อยวิ่งผ่านกันสนุกสนาน คาดว่าน่าจะเป็นแหล่งปลูกอ้อย โรงน้ำตาลแห่งหนึ่งทีเดียว

จะเล่าเรื่องบางเลนสักหน่อย บางเลนเป็นอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่งของจังหวัดนครปฐม เป็นอำเภอที่อยู่ห่างตัวจังหวัดมาก และเป็นอำเภอเก่าแก่มาแต่โบราณ มีสถานที่ท่องเที่ยวโด่งดังอย่างเช่นตลาดน้ำลำพญา ริมแม่น้ำท่าจีนเป็นตัวชูโรง


ถัดจากบางเลน เราจะเข้ากำแพงแสน เมืองนี้เป็นอีกเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ สันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองบริวารของเมืองนครไชยศรีในสมัยทวาราวดี ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ กรมป่าไม้ กระทรางเกษตรและสหกรณ์ ร่วมไปถึงเป็นเขตของทหารอีกด้วย ในส่วนเมืองเดิมของกำแพงแสน ปัจจุบันไม่พบ โบราณสถานใดๆ เหลือเพียงคูน้ำเท่านั้น ทางจังหวัดนครปฐม จึงจัดเป็นค่ายลูกเสือ และสวนรุกขชาติไป

ทุกครั้งที่เราวิ่งเส้นทางนี้ เราก็ได้ แต่ผ่านไปมา ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปชมจริงๆสักครั้ง

เราขับรถตามๆกันไปเรื่อยๆ ผ่านพนมทวน เข้าเขตเมืองกาญจน์ มองไปสองข้างทาง เห็นความแห้งแล้งในช่วงเริ่มต้นของฤดู คาดกันว่าหน้าร้อนนี้คงจะสาหัสน่าดู


เราขับเข้าสู่เส้น By pass เมืองกาญจน์ ก็เจอรถพี่พลและครอบครัวที่ขับล่วงหน้ามาก่อน มาดักรอพวกเรา หวังจะนำพวกเราไปเยี่ยมบ้านที่เมืองกาญจน์ พี่พลเป็นคนเมืองกาญจน์โดยกำเนิด คุณพ่อมาปักหลักปักฐานหลายสิบปี แต่คุณพ่อเป็นคนราชบุรี มาทำงานให้สถานทูตอังกฤษที่นี้ ตอนนี้พ่อพี่พลทำไร่ สวนอยู่ที่เมืองกาญจน์ แถมเลี้ยงงูเห่าเพื่อการท่องเที่ยวอีกด้วย ใครสนใจก็ลองไปดู อีกไม่นานก็คงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งเป็นแน่


ออกจากเขตตัวเมืองกาญจน์ ไม่นานก็เข้าเขตตำบลลาดหญ้า ในช่วงอาทิตย์นี้มีการแสดง แสงสีเสียงเรื่องเกี่ยวกับสงครามเก้าทัพ แต่พวกเราไม่ได้ไปดูกัน

โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราผ่านแถวนี้เราจะแวะกินผัดไทกัน โดยร้านนี้เป็นร้านที่ขึ้นชื่อทีเดียว ชื่อว่าซุ่นเฮง ร้านอยู่ทางซ้ายมือริมถนน มุ่งหน้าไปเขื่อนศรีฯ

หลังจากนั้น พวกเรารถ3 คันมุ่งหน้าตรงไปยังเขื่อนศรีนครินทร์ หรือเขื่อนเจ้าเณร เขื่อนแห่งที่8 ในจำนวน 17แห่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตสร้างขึ้น และยังเป็นเขื่อนหิน แกนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย พี่ปุ๊ยทำการจองที่พักสำหรับพวกเราที่นี้ เขื่อนแห่งนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ของคนทุกยุคทุกสมัย เพราะในวัยเด็ก พ่อก็เคยพาหนิงมาเที่ยวเล่นที่นี้เหมือนกัน นอกจากจะมีเขื่อนแล้ว ที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกขึ้นชื่อสายหนึ่งคือน้ำตกเอราวัณ น้ำตก 7ชั้นที่มีความยาว 2000เมตร มีทางเดินขึ้นไปจนถึงจุดตาน้ำด้วย แต่ถ้าเดินๆเล่นๆ ก็ใช้เวลานานอยู่ สองข้างทางอุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ครั้งหนึ่งหนิงมีโอกาสได้ขึ้นไปถึงตาน้ำ เพราะร่วมแข่ง adventure แต่พอถึงตาน้ำก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะวิ่งขึ้น เหนื่อยขาดใจ หลังจากวันนั้น ก็ยังไม่มีโอกาสได้กลับขึ้นไปอีกเลย

เราเข้ามาสู่บริเวณเขื่อน5โมงเย็น พี่ปุ๊ยกลัวว่าเราจะไม่ได้ชมวิวสันเขื่อน เลยให้พวกเรารีบบึ่งรถกันไป ในกลุ่มที่มาด้วยกันวันนี้ พี่นพเพิ่งจะมีโอกาสมาร่วม ขี่ริมเขื่อนที่เมืองกาญจน์กับเราครั้งแรก ก่อนหน้านี้ พี่นพแค่ขี่อยู่ที่พระรามห้า ช่วงหนึ่งที่พี่นพหายไปจากกลุ่ม แต่ไม่นานพี่นพก็กลับมารวมกลุ่มกับพวกเราอีกครั้ง และเห็นว่าครั้งนี้คงจะติดอกติดใจ พวกเราหยุดชมวิวสันเขื่อนพอประมาณ ในขณะที่ชี้ชวนกันดูยอดเขาว่า เขาไหนกันคือเขาตับแตก จริงๆแล้วชื่อตับแตกเนี้ยเป็นชื่อที่พวกเราเรียกกันเอง ชื่อทางการเขาชื่อว่าตับเต่า แต่ที่เราเรียกว่าตับแตกเพราะ กว่าจะปั่นกันไปถึงยอด ด้วยระยะทางแค่ 4กิโล ก็ทำเอาตับจะแตกตายกันเป็นแถวๆ นี้จึงเป็นที่มาของชื่อ ถ้าใครไม่รู้ไปถามชาวบ้านว่าไหนเขาตับแตก ก็คงหากันไม่เจอแน่


ก่อนลงจากสันเขื่อน มีร้านขายอาหารและขายของ รวมทั้งส่วนพักผ่อนของประชาชนทั่วไป เราเลยไปนั่งหาของกินเล่น แต่ดูท่าทางแต่ละคนกินกันจริงจังมาก โดยเฉพาะพี่นพ สั่งส้มตำปูมากินอย่างเมามัน

คืนนี้เราพักกันที่เอราวัน เลค เป็นที่พักอยู่ด้านบนของเขื่อน สภาพห้องสะอาดและราคาไม่แพง เราจองห้องพักติดกัน ทำให้ออกมานั่งสังสรรค์หน้าห้องสะดวก ห้อง5ห้อง โดยเก็บห้องหนึ่งไว้ให้พี่สุวิทย์ด้วย โดยพี่สุวิทย์กับภรรยาจะตามมาสมทบในรอบดึก พี่สุวิทย์เป็นหนึ่งในหัวลากของพระรามห้า ช่วงเช้าก็ยังร่วมปั่นกับเรา แต่ต้องกลับไปรับภรรยาจากสนามบินตอนเย็น เลยมาแจมพวกเราตอนกลางคืน หลังทานข้าวพวกเรายังคงนั่งโด๊ปอาหารกันต่อ ทำอย่างกับว่าพรุ่งนี้จะออกศึกหนัก ยิ่งหนิง พี่พล พี่แขก เรา3คนต้องทำหน้าที่ขับรถ ไปรอที่เท้งยิ่งปั่นน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็กินเท่ากันกับพี่คนอื่นๆด้วย

กว่าเราจะเข้านอนก็ปาไป4ทุ่ม อากาศคืนนั้นไม่เย็นมาก พระจันทร์เต็มดวงในวันมาฆบูชา ส่องแสงนวลตา นักปั่นพระรามห้ากลับเข้าห้องคลุมโปงนอน ถึงอากาศจะเย็นตามธรรมชาติ แต่เราก็ขอสบายๆด้วยเครื่องปรับอากาศจะดีกว่า


เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่หลายคนรอคอย ตื่นเช้ามาหนิงเห็นพี่ๆแต่งตัวพร้อมดูคึกคัก วันนี้เราจะมีนักปั่นมาร่วมทรมานร่างกายอีก 4ท่าน 2ท่านแรกเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่หนุ่มขาประจำจากพระรามห้า พี่เทาและพี่ประพันธ์ ส่วนอีกสองท่านคือเจ้าถิ่น พี่มั่น และพี่ยุทธ เมื่อวานตอนหนิงขับรถ ได้ยินพี่ปุ๊ยคุยโทรศัพท์กับพี่มั่น เห็นว่าจะจัดหนักให้พี่มั่น แต่ถึงอย่างนั้น พี่มั่นก็ไม่ได้กลัวเกรงอะไร กับพกความมั่นใจเต็มร้อยมาด้วย เพราะพี่มั่นเป็นพี่ที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง หนิงรู้จักกันมานานหลายปี พี่มั่นเป็นนักไตรกีฬารุ่นบุกเบิก ปัจจุบันผันตัวเองไปเป็นคนเหล็ก Iron Man เป็นที่เรียบร้อย พี่มั่นเองก็ไปปั่นที่พระรามห้าบ้างเป็นครั้งคราว ได้ยินมาว่ากลางปีนี้พี่มั่นจะไปออกสนามไกลถึงเยอรมัน ตอนนี้เลยอยู่ในโปรแกรมซ้อม

ส่วนพี่ยุทธ หนิงแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่เคยได้ยินกิติศัพท์จากพี่ปุ๊ยว่าแข็งแรงทีเดียว เรียกว่าพี่ 4คนที่มาวันนี้ล้วนแต่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่


เราออกตัว หลังจากทานข้าวที่ตลาดหน้าทางเข้าน้ำตกเอราวัณเรียบร้อยแล้ว โดยมีหนิง พี่พล พี่แขก ขับรถไปทิ้งไว้ที่เท้ง ปล่อยให้ขาแรงเขาปั่นข้ามตับแตกกัน ส่วนภรรยาและลูกน้อยจะนั่งรถตามไปทีหลัง

เหตุการณ์ช่วงปั่นขึ้นตับแตก หนิงไม่มีโอกาสได้ดู แต่จากรูปการณ์แล้ว คนที่หน้าห่วงที่สุดเห็นจะเป็นพี่หมึก เพราะอายุอานามที่เกิน 60ไปแล้ว ส่วนอีก 2คนที่มาเปิดซิงกันที่นี้ก็มีพี่นพ กับพี่ประพันธ์ 2คนนี้แข็งแรงพอดู และเป็นอย่างที่คาด ไม่มีใครต้องมาล้างตาที่ตับแตก เพราะไม่มีใครได้เดินจูง รวมทั้งพี่หมึกที่เปิดก๊อกทุกก๊อก เพื่อจะปั่นขึ้นตับแตกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าอยากจะกลับมา ก็คงเพราะอยากทำเวลาให้ดีขึ้นมากกว่า


รถ3คันรีบบึ่งมาเท้ง โดยพี่พลเอารถลงเรือข้ามฟากไปจอดที่แพ ตายาย แพเจ้าประจำที่เราหยุดพักทุกครั้งที่มาปั่น เพราะเป็นแพที่อยู่ติดเท้ง และน้ำในเขื่อนบริเวณนั้นใสสะอาดน่าเล่น แถมอาหารประเภทปลา ที่จัดว่าใช้ได้ทีเดียว

หนิงกับพี่แขกไม่รอช้า รีบจอดรถ ประกอบจักรยาน แล้วเราก็ปั่นขึ้นจากเท้งย้อนไปหากลุ่มใหญ่ในทันที โดยพี่พลบอกให้เราไปก่อน เพราะถ้ารอจะเสียเวลามาก จากเท้งเราต้องปั่นขึ้นเขา อย่างชัน เรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว


เราปั่นประมาณ 6กิโลก็เจอกลุ่ม แต่ก่อนหน้านั้น เจอพี่ยุทธปั่นสวนมาเพียงคนเดียว เพราะพี่ยุทธเข้าใจว่ารถ3คัน จะเป็นรถส่งน้ำ ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาปั่นหารถ ระยะทางจากเขื่อนมายังเท้งประมาณ 30กิโลเมตร ถึงจะเป็นเขา แต่ก็ไม่ได้ทำให้พี่ๆเสียเวลาไปมาก

หนิงกับพี่แขกรวมกับกลุ่มใหญ่มา ความเร็วไม่มากนัก ไม่ใช่ว่าปั่นกันไม่เร็ว พี่สุเมธมาบอกทีหลังว่าก่อนที่จะมาเจอหนิง พี่สุวิทย์ ยกบนเนินมาหลายลูกมาก เรียกว่าเล่นกันมาระหว่างทาง กลุ่มใหญ่มีหายไปแค่ 2คน คือพี่ประพันธ์และพี่หมึก คาดว่าพี่ประพันธ์ปั่นรอพี่หมึกอยู่ด้านหลัง

ก่อนถึงเท้งจะมีทางแยกขวาไปศรีสวัสดิ์ และนั้นคือทางที่เราจะต้องไปกันต่อ เส้นทางนี้ระยะทางประมาณ 30กิโลเมตรเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพี่ๆที่ปั่นจากเข่ือนจะได้ระยะทาง 60กิโลเมตร หรืออาจจะมากกว่านั้น ถ้าปั่นwarm upมาก่อนหน้า เส้นทางเลาะเขื่อนเส้นนี้ คนใช้กันน้อยมาก เพราะคนส่วนใหญ่นิยมลงเรือยนตร์ข้ามฟากมากกว่า ประหยัดเวลาและน้ำมันมากกว่าเยอะ และนี้เองคือเหตุผลที่ทำไมเราชาวพระรามห้า นิยมเส้นนี้มาก การปั่นจักรยานปราศจากรถ เหมือนกับ การไม่มีโรค ฉันใดก็ฉันนั้น


นอกจากเป็นเส้นทางไม่มีรถมาก่อกวนแล้ว ยังมีเขาขึ้นๆลงๆ ให้ได้ประลองกำลังกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนินยาวๆสุดท้ายที่พวกเราตั้งชื่อว่าไร่ข้าวโพด เพราะซ้ายมือของเรา จะเป็นไร่ข้าวโพด ยาวไกล พอๆกับระยะทางที่ขึ้นเขายาวอย่างไงอย่างงั้น แล้วยิ่งถ้าปั่นมาจากเขื่อนแล้ว แรงระยะสุดท้ายที่กระชากออกมาจากระบบร่างกาย เพ่ือจะนำมาใช้ในการขึ้นเขาสำคัญที่สุด ใครมีแรงเหลือและเฉลี่ยเป็นก็พิชิตเนินนี้ได้ โดยไม่ต้องหยุดเดิน แต่ใครที่ชะล่าใจคิดว่าปั่นขึ้นได้ แลัวรีบร้อนก็มีอันเป็นไป ต้องลงเดินกันทุกคน

จากทางแยก พวกเรารวมกลุ่มได้หมด ทั้งพี่พลและ พี่หมึก พี่ประพันธ์ เสียงหนิงเย้าพี่ๆว่า ใครจะเร็วใครจะช้า แต่ หนิง พี่พลและพี่แขก มาสุดท้ายแน่ๆ

เราออกตัวกันช้าๆในช่วงแรก พี่นพหลังจากเสียแรงไปกับตับแตกแล้ว พี่นพก็ยังถูกพาเข้าไปยังดินแดนแห่งนี้อีกเป็นการรับน้องขนานใหญ่ เราปั่นกันเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงพี่เทาตะโกนให้เราไปกันก่อน ขาอ่อนทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตาปั่นหนี แต่ด้วยเนินแล้วเนินเล่า ปั่นขึ้นก็หนัก ขาลงก็โค้งเยอะ ในที่สุด ขาแรงทั้งหลายก็มาทับเรา แต่ขาอ่อนอย่างพวกเราก็ไม่ถอย ตั้งหน้า ตั้งตาปั่นตาม ทิวทัศน์ข้างทางเป็นยังไงไม่มีใครรู้ เพราะมัวแต่ดูล้อคนข้างหน้า จนในที่สุดจริงๆ เราเจอเนินยาว ใหญ่ เรียกว่าฐานะอย่างเราจะสู้เขาได้เหรอ พวกพี่ๆขาแรงปั่นเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ปั่นขึ้นเนินตีจากน้องตาดำๆ ที่ลิ้นเริ่มออกมาอยู่นอกกายอีกครั้ง หนิงหันซ้ายหันขวา เห็นพี่แขกกับพี่หมึกตกหล่นอยู่ด้วยกันก็นึกดีใจ หนิงอาศัยกำลังที่ดีกว่าปั่นหนีพี่แขกไปหน่อย กะว่าจะถ่ายรูปให้หน่อย แต่พี่แขกไม่รอช้า ปั่นหนีกันไปซะเฉยๆ หนิงมองไปข้างหน้า เห็นพี่พลปลิวเป็นใบไม้หลุดกลุ่มมาอีกคน หนิงเลยปั่นทิ้งพี่หมึกไปหากลุ่มน้อยๆดีกว่า หนิง พี่แขก พี่พลเรา3คนทำท่าจะรอพี่หมึก แต่ด้วยว่าหันไป หันมาไม่เห็นซักที เลยตัดใจทิ้งพี่หมึกไว้ข้างหลัง เราปั่นกันเรื่อยๆ กดดันกันเองเป็นครั้งคราว ให้หัวใจบีบรัด เสียงหายใจเราดังชัดเจน เพราะไม่มีเสียงรถสวนมา ช่วงนี้เราเริ่มเงยหน้าจากพื้นถนนมามองทิวทัศน์กันได้บ้าง 2ข้างทางแห้งแล้งจากฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านไป ต้นไม้ทิ้งใบให้เกลื่อนถนน ใบสีเหลืองทองที่ยังคงติดอยู่บนต้นปลิวไสว พวกเราปั่นหลบแดดกันบ้างตามสมควร ด้วยความที่ไม่มีรถสวนเท่าไร จะมีบ้างสัก 3คันเห็นจะได้ ที่จะมามากหน่อยก็เห็นจะเป็นรถเครื่องของชาวบ้าน เราปั่นกันเรื่อยๆจนในที่สุดเนินอัศจรรย์ที่พวกเรารอคอยก็อยู่ตรงหน้า ไร่ข้าวโพดในฤดูนี้หายไป เห็นเป็นทุ่งหญ้าเหี่ยวแห้งสีเหลืองๆ ข้างทางก่อนหน้าจะถึงไร่ข้าวโพด เห็นมีสวนยางพาราผุดขึ้นมา ใครจะเชื่อว่าเวลานี้ยางพาราเป็นที่สนใจในหมู่เกษตรกรทั่วประเทศ เมืองไหนไม่มีสวนยางพารา เมืองนั้นถือว่าเชยสุดๆ พี่พลแอบดีใจว่าอีกหน่อยเราจะได้พึ่งพาร่มเงาของต้นยาง แต่หนิงกลับเห็นว่า ดูจากแสงเงาที่ลง ทิศทาง และเวลาที่เราปั่นผ่าน เราคงไม่มีโอกาสได้พึ่งพามันแน่ พี่แขกได้จังหวะปั่นหนีหนิงกับพี่พลไปหลายสิบเมตร จนหนิงแอบคิดในใจว่าพี่แขกนี้แข็งแรงจริงๆ เพราะขนาดหนิงเองยังไม่กล้าจะปั่นหนีไปเลย แต่ไม่นานเกินไป พี่แขกก็หยุดกึก ยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับความเหนื่อยหอบ พี่พลปั่นเข้าไปใกล้ๆ และเหมือนมีพลังดึงดูด ตาลอยๆจากความล้า เห็นเพื่อนผู้ตากตรำมาด้วยกันหยุดยืน และก่อนที่พี่พลจะสลัดคลิป เสียงหนิงตะโกนบอกให้ไปต่อ พี่พลเหมือนได้สติ สะบัดหน้าสะบัดตา ความว่างเปล่าหายไปจากดวงตา มองเห็นสัจธรรมอยู่เบื้องหน้า แล้วเลยปั่นต่อไปกับหนิง พี่พลมาเล่าความหลังให้ฟังว่า เขาไม่เคยหยุดที่เนินนี้เลย เพียงแต่เมื่อเห็นพี่แขกหยุด เขาเองก็อยากหยุดด้วยเหมือนกัน พี่พลแอบขอบใจหนิงที่ให้กำลังใจในการปั่นต่อไป หนิงเห็นโค้งขวาหลายโค้ง ให้ระลึกถึงพี่ๆที่เคยร่วมปั่นผ่านเนินนี้ หลายคนต้องหยุดเดิน หนิงปั่นขึ้นไปเรื่อยๆจนจำไม่ได้แน่ว่าโค้งสุดท้ายมันอันไหน ด้วยความเหนื่อย และออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้ความจำเสื่อมชั่วขณะหนึ่ง หนิงเลยใช้วิธีมองแต่พื้นเพียงไม่เกิน 3เมตร เพราะไม่อยากกดดันตัวเองมาก จานเล็ก กับเฟืองเบอร์ 27 ก็ถึงคราวต้องออกแรงกดแล้วสินะ หนิงตั้งหน้ากดบันไดถีบไปเรื่อยๆ จนเงยหน้ามาอีกที ก็เห็นยอดเนินข้างหน้า พี่พลพยายามยืนโยก แต่แรงที่หดหายทำให้ไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายต้องกลับมานั่งกดบันได เป็นเพื่อนหนิงไปจนถึงยอดเนิน หนิงบอกพี่พลว่าขอลงไปรอข้างล่างเถอะ เพราะตรงนั้นไม่มีร่มเงาให้หลบแดดเลย

เราไหลยาว หลังจากเราขึ้นกันมาอย่างเหนื่อยหอบ เหมือนกำไรชีวิต ลมปะทะหน้าคลายความร้อนลงได้บ้าง เราไหลจนถึง3แยก เห็นพี่เทากับพี่ประพันธ์ดักรอ บอกให้เราไปร้านน้ำข้างหน้า ฟังดูเหมือนสวรรค์รออยู่ข้างหน้า ในขณะที่หนิงกับพี่พลถ่ายรูปรอ พี่หมึกก็ไหลตามมา ทำให้รู้ว่าพี่แขกเดินจูงจักรยานเล่นอยู่แถวไร่ข้าวโพด พอพี่หมึกรู้ว่าให้ไปร้านน้ำ พี่หมึกทำท่าจะไม่ไปซะอย่างนั้น คาดว่าคงจะเหนื่อยมากอยากไปที่แพมากกว่า จนเราบอกว่าไปเถอะ ยังไงก็กลับไปด้วยกัน พี่หมึกเลยยอมมา


หลังจากเราเจอแต่อากาศร้อนๆ เมื่อมาเจอน้ำเย็นๆทำให้เราชื่นใจได้ ชั่วโมงนี้วิทยาศาตร์การกีฬาที่ว่าด้วยเรื่องน้ำเย็น ดีหรือไม่สำหรับนักกีฬา ไม่ได้เข้ามาในหัวเราเลยในตอนนั้น เพราะทุกคนหวังจะเอาความเย็นดับความร้อนกัน หนิงเองซัดน้ำเย็นไปหลายลิตรอยู่ เรานั่งพักจนพี่ๆที่เหลือตามมา พี่แขกบอกว่าเดินจนรู้สึกว่าช้าจัง เลยกลับขึ้นมาปั่นต่อ ที่ร้านน้ำหนิงได้มีโอกาสสนทนากับชาวบ้านอีกครั้งเหมือนเมื่อคราวปั่นทัวริ่ง แต่หนนี้ชาวบ้านที่ว่าเป็นป้ามีกลิ่นเหล้าหึ่งมาเลย แถมแกยังมาซื้อ 40ดีกรีไปกินต่ออีก

จริงๆแล้วการได้คุยกับชาวบ้านก็สนุกไปอีกอย่าง อย่างป้าที่เมา แกก็คุยเอามันส์อย่างเดียว

ไม่มีเรื่องปวดหัวมาให้ แต่ส่วนใหญ่เวลาหนิงออกต่างจังหวัด สิ่งที่ได้เห็นคือน้ำใจ โดยเฉพาะของคนที่คนเมืองอย่างเราเรียกเขาว่าบ้านนอก เขามีมากกว่าคนเมืองอย่างพวกเราเยอะนัก

หลังจากเติมน้ำคลายร้อน มี6เสือที่ยังไม่หน่ำใจในการปั่น ไหนๆหนีเมียมาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องปั่นกันให้พอ พี่ปุ๊ยเป็นคนชักชวนพี่ๆให้ปั่นย้อนกลับไปทางเลาะเขื่อน เพื่อไปที่เท้ง มีพี่มั่น พี่ยุทธ พี่สุวิทย์ และพี่เทาตามไปด้วย

นอกนั้นขออาสาไปนอนรอที่แพดีกว่า หนิงแอบถามพี่สุเมธว่าทำไมไม่ไป พี่สุเมธให้เหตุผลว่า ไปแล้วเดี๋ยวแข็งแรงเร็วเกินไป ค่อยๆแข็งแรงดีกว่า อีกอย่างพี่สุเมธบอกว่าถ้าพี่ปุ๊ยไม่มีเพื่อน ก็อาจจะไปเป็นเพื่อน ส่วนพี่นพ บอกขอพอก่อนสำหรับวันนี้ เจอเขามาเยอะแล้ว

ที่แพ แม่บ้านทั้งหลายมารอกันอยู่ พวกแม่บ้านต่างถามหาพ่อบ้านกันให้ขวั่กไขว่ เราเลยบอกว่า พ่อบ้านทั้งหลายยังไม่หน่ำใจคะ คาดว่าอีกชั่วโมงกว่าๆคงจะมาถึง ซึ่งเวลาในขณะนั้นก็เที่ยงหน่อยๆแล้ว อาหารที่พี่พลจัดการสั่งถูกนำมาเสริ์ฟในไม่ช้า เสียงโดดน้ำตูม จนปลาตกใจว่ายหนีไปหมด อากาศร้อนขนาดนี้ ขอแช่น้ำจะดีไม่น้อย แต่หนิงบอกพี่ๆไปว่า ขออย่างเดียว ช่วยใส่ชูชีพหน่อย เพราะไม่อยากว่ายไปงมขึ้นมา แม้แต่หนิงเองซึ่งจัดว่าว่ายน้ำแข็ง ยังต้องประคองชูชีพไว้ข้างตัวตลอดเวลา

เชื่อไม่เชื่อ เวลาแค่ชั่วโมง หนิงก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ปุ๊ย พวกพี่ๆปั่นมาถึงเท้งแล้ว ฝั่งตรงข้ามพวกเรานั้นเอง ถือว่าใช้เวลาเร็วมากกว่าที่คิดไว้ แต่กว่าพี่ๆจะข้ามมากันได้ ก็รอเรือข้ามฟากร่วมครึ่งชั่วโมง พวกพี่ๆบอกเราว่า ขากลับเป็นทางลงมากว่าขึ้น ถึงจะมีขึ้นอยู่บ้าง 4-5ลูก แต่โดยรวมก็ลงมากกว่า หนิงแอบนึกในใจว่าคราวหน้าเถอะ จะย้อนกลับบ้าง สรุปว่า6เสือปั่นกันไปไม่น้อยกว่า 90กิโล


พวกเราสุขสมอารมณ์หมายจากการปั่นจักรยาน ทานอาหาร แล้วลงแช่น้ำ หลังจากนั้นก็นอนเล่นกันบนแพ เวลาล่วงเลยผ่านไป มีลูกพี่พลมาโชว์เด็กให้ดูเป็นครั้งคราว จนถึงเวลาที่เราจะต้องกลับ เรานั่งแพขนานยนตร์ข้ามกลับมาอีกฝั่ง ในช่วงนั้นมีแค่ลำเดียววิ่งไปวิ่งมา ทำให้เราต้องรอกันเป็นชั่วโมง

ถนนมุ่งหน้ากลับเขื่อนไม่ค่อยมีรถ เพราะผู้คนยังไม่คิดกลับบ้านกลับช่อง ที่พักแถวนั้น กลับมาคึกคักอีกครั้ง เรามุ่งหน้ามายังตลาด เก็บของเข้ารถ ของใครของมัน และจบลงที่อาหารเย็นในตลาด หนิงเดินไปซื้อขนมกุ๊ยช่าย แต่ไส้ที่อร่อยกลับเป็นไส้หน่อไม้ โดยหนิงลองให้คนอื่นชิม เขาก็พูดเสียงเดียวกันว่าอร่อย หนิงเห็นเขาปั้นตั้งแต่เมื่อเช้าก่อนออกไปปั่นกัน ดูน่ากินทีเดียว

พี่มั่น พี่ยุทธลากลับไปก่อน แต่คนกรุงเทพกลับยังเอ้อระเหยกันอยู่ พี่สุวิทย์ขออยู่ต่ออีกคืน เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ก็จะขอปั่นเขาให้เต็มที


คืนนั้น รถ 4คันมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ โดยวิ่งทางราชบุรี เส้นทางถึงจะทำใหม่ แต่ด้วยที่มีไฟแดงเยอะ ทำให้หนิงคิดว่าทางบางเลนถ้าเสร็จน่าจะดีกว่า


คืนนั้นจัดแจงส่งพี่ๆที่บ้านพี่แขก ต่างคนต่างขับรถกลับบ้านตัว พักผ่อน

ความเมื่อยล้าจาการขึ้นเขาจับตัวที่ปลีน่อง หลังล้า เพราะไม่ได้ขี่จักรยานมานาน หนิงนอนหลับไปจนเช้า ตื่นมาอีกที เพราะนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ตั้งแต่เมื่อวานดังขึ้น

หนิงนอนกลิ้งไปมา จะทำอะไรดีเช้านี้ ลุกขึ้น ล้างหน้าแปรงฟัน ลงไปยังห้องนั่งเล่น เห็นพ่อนั่งดูข่าวตอนเช้า หนิงจัดแจงทานข้าวเช้า เสียงจากด้านหลังดังขึ้น เป็นเสียงของแม่ที่ทักว่า วันนี้ไม่ไปปั่นจักรยานเหรอ เหมือนมีคนกระตุ้น หนิงตอบอืม อืม ไปก็ได้ ว่าแล้วก็รีบแจ้นไปเปลี่ยนชุด เอาจักรยานขึ้นรถและขับไปพระรามห้าทันที

ก่อนแปดโมงครึ่ง หนิงเห็นพี่สุเมธ พี่พล พี่ปุ๊ย พี่หมึก ยืนเตร่อยู่แถวนั้น พวกเรามองหน้ากันแล้วยิ้มๆ เสียงพี่สุเมธพูดลอยๆมาว่า ‘อยู่บ้านไม่รู้จะทำอะไร’ แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คนบ้าปั่นจักรยานจะเป็นกันได้ขนาดนี้…

เรื่อง นางฟ้า

ภาพ นางฟ้า

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ทริปหนีเมียเที่ยว


ทริป “หนีเมียไปเที่ยว”


แค่ชื่อทริปก็เสียวไส้แล้วสำหรับพ่อบ้านทั้งหลาย แต่สำหรับชาวจักรยานพระราม5แล้ว ไม่เคยกลัวใคร (นอกจากแม่บ้าน) เหตุที่ตั้งชื่อทริปอย่างนี้ เพราะเหมือนกับเด็กหนีเที่ยว ซึ่งที่จริงแล้ว พี่ๆเขาก็ขออนุญาตทางบ้านกันทุกคน คงไม่มีใครหนีเมียมาจริงๆหลอก(ใช่ไหม)
ส่วนแรงบันดาลใจให้หาเส้นทางปั่นนอกเหนือจากที่ปั่นปั่นกันอยู่ทุกอาทิตย์ ทริปนี้เกิดขึ้นจากคำพูดลอยๆของพี่โอ แต่หลายคนเอาจริง พอหนิงได้ยินเท่านั้นละ รีบหันไปบอกพี่โป้งเลยว่า เที่ยวกันไหมพี่ พี่โป้งก็ไม่รอช้า ถามเลย ไปไหน เรียกว่าส่งลูกกันเห็นๆ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่เรานั่งคุยกันหลังจากปั่นตามควายเสร็จ อย่างสะบักสะบอม(สำหรับหนิงนะ) เรานั่งกินน้ำอยู่ หนิงถามพี่ๆว่าอยากไปกันไหม เสียงตอบรับทันทีมีมากมาย วันนั้นนับได้หลายคนที่ยกมือสนับสนุน หนิงจัดแจงหาวันว่าง พี่โป้งขอให้เป็นวันเสาร์ เพราะวันอาทิตย์ยังได้มาปั่นกันอีกขำๆ

วันที่เหมาะสมแก่การออกทริปคือวันที่4กันยา หนิงจัดแจงลงกระทู้ คนอ่านหลายคน คงไม่กล้าไป เพราะชื่อทริปเป็นแน่ แต่เมื่อถึงเวลา 8โมงเช้า ก็มีหน่วยกล้าตายมารออยู่แล้ว 8คน อันได้แก่ พี่สุเมธ พี่แขก พี่โอ พี่วสันต์ พี่โป้งพี่หมึก หนิงและอาร์ม 8โมงล้อเคลื่อน เราไม่รอใครแล้ว เพราะเรานัดพี่อ๊อด พี่ประพันธ์ และพี่โจระหว่างทาง โดยเฉพาะพี่โอ ซึ่งบอกว่าถ้าไม่มาสงสัยจากหอนได้

ทางที่ไป พี่โป้งนำเส้นทางให้ เราจะไม่ปั่นบนถนนใหญ่ เราจะเข้าซอย เป็นทางลัด ไปโผล่ศาลายา แล้วมุ่งหน้านครชัยศรี

พวกเรามุ่งหน้าปั่นจากบางกรวยมุ่งหน้าถนนบรมราชชนนี เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เราคุ้นเคย เราปั่นไม่เร็วมาก เพราะรถที่ใช้วันนี้ เป็นรถทัวร์ริ่งกับเสือภูเขา จะมีรถพับก็พี่โอขี่คนเดียวเ พราะพี่โอไม่มีรถอื่น นอกจากเสือหมอบเท่านั้น ส่วนหนิงเอาน้องขาวคนสวยมาขี่ หลังจากที่ไม่ได้ขี่เธอเลยตั้งแต่เมษา ฮาวาย เพราะหนิงก็จะพาน้องขาวไปเที่ยวเมืองจีนเดือนหน้าด้วย

เพราะฉะนั้น ทริปนี้จะไม่ปั่นกันเร็วมาก เราปั่นกันเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบรมราชชนนี ถนนนี้รถมากมายจริงๆ เราต้องปั่นกันอย่างระมัดระวัง ปั่นมาได้สักพัก เราก็กลับรถใต้สะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยวัด ศรีประวัติ ซึ่งเรานัดพี่อ๊อด และพี่ประพันธ์ไว้ที่นี้ ไม่นานเราเจอพี่ๆ เราก็รวมตัวกันออกไป เพื่อจะไปรับพี่โจ ซึ่งรออยู่ระหว่างทาง เส้นทางในซอยตอนเช้า ยังไม่จอแจ รถค่อนข้างน้อย พอเข้าไปหน่อย ก็เป็นเรือกสวน ไร่นา บ้านอยู่อาศัยมีประปราย อากาศดีต่างจากถนนใหญ่เลย พวกเราปั่นไปคุยไป แบบที่ไม่มีเวลาเราปั่นพระราม5 เพราะพระราม5 เราปั่นทำความความเร็ว และรถใหญ่ข้างๆที่ทำให้เราวางใจไม่ได้ ซึ่งทำให้พวกเราต้องตั้งสมาธิกับการปั่น แต่วันนี้เราปั่นสบายๆ ถึงแม้จะมีรถสวน รถแซงก็ตามเราก็ยังได้ชมวิวทิวทัศน์ ปั่นมาเรื่อยๆ จนเจอพี่โจ ตอนนี้เราทั้งหมดมี 11คน เรามุ่งหน้าปั่นไปศาลายา เส้นทางปั่นผ่านเรียบคลองมหาสวัสดิ์ น้ำในคลองค่อนข้างจะเต็ม เพราะฝนที่ตกลงมาแทบทุกวัน น้ำดูใส หน้าลงไปดำผุดดำว่ายพิลึก เส้นทางมีแต่ บ้านชาวบ้าน ไม่มีหมู่บ้านจัดสรร เหมือนต้นๆซอย เราข้ามคลองมหาสวัสดิ์ปั่นไปเรื่อยๆ เราก็เจออีกคลอง คือคลองทวีวัฒนา คลองนี้ดูไม่ใหญ่มาก แต่ทำให้เรารู้แล้วว่าเข้าใกล้ ศาลายาเข้าไปทุกที ไม่นานเกินรอ เราก็ปั่นมาเจอหอนาฬิกา หนิงถามอาร์มว่าที่ไหนเนี้ย ถึงได้คำตอบว่า มหิดลแล้ว ในความรู้สึก คือใกล้กว่าที่คิดมาก ทางที่มาลัดมากๆ เราปั่นย้อมศรให้ชาวบ้านชาวช่องเขาสรรเสริญเล่นๆพอหอมปากหอมคอ ก็เข้าเส้นทางมุ่งหน้า นครชัยศรี พี่โป้งบอกว่าจะพาไปดูพิพิธภัณฑ์รถก่อน เป็นรถโบราณ พิพิธภัณฑ์ที่ว่าอยู่ไม่ห่างจากตลาดน้ำท่านาเท่าไหร่ ที่นี้พี่โชเพื่อนพี่โป้งซึงก็เป็นนักจักรยานเก่า จะมาสมทบกับเราที่นี้ด้วย เรายังคงปั่นมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ หนิงปั่นคุยไปกะพี่อ๊อด ในขณะที่พี่โป้งปั่นตามหลังพี่สุเมธออกห่างไปเรื่อยๆ

สองคนนั้นคงคัน เพราะถนนที่เรียบและตรงเหมาะกับการทำความเร็ว ส่วนหนิงที่ต้องปั่นปะทะลม ก็ปั่นได้แค่นั้น พี่โป้งมาสารภาพว่าที่ปั่นไปก่อน เพราะจะจอดยิงกระต่าย ฮา

ส่วนพี่โอที่ต้องมาปั่นจักรยานล้อเล็ก ก็เป็นที่น่าเห็นใจ เพราะต้องใช้แรงและรอบขามากกว่าคนอื่นๆ เลยโดนแซวว่าพี่โอรอบจัด แต่ยอมรับว่าพี่โอแรงจริงๆ ปั่นตามมาตลอด บางครั้งมีการปั่นแซงแล้วยังบอกว่าได้รอบอีก

ก่อนทางเลี้ยวซ้ายไปนครชัยศรี พวกเราเลี้ยวขวาไปดูรถโบราณก่อน ที่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน ที่เจ้าของมีใจรัก ปากทางเข้า เราเห็นรถเมล์จากลอนดอน จอดอยู่ด้านหน้า เรารีบถามเจ้าหน้าที่ว่าของจริงเลยหรือ หรือว่าทำขึ้นมาเลียนแบบ พี่เขาบอกว่าของจริง โอ้แม่เจ้า เอามาได้เนอะ พวกเราเดินเข้าไปข้างใน เจอรถที่เรียกว่าไม่ใช่เก่าเก็บ แต่เก่าอย่างมีคุณค่า เจ้าของเขาซ่อมแซมทำสีสวยงาม บางคันยังวิ่งได้ด้วยซำ้ พี่โจขอชักภาพใหญ่ บอกว่าเอาไปให้คุณนายที่บ้านดู เดี๋ยวไม่เชื่อว่ามาเที่ยว ฮา

รถที่เขาเก็บมีทั้งรถเก๋ง จักรยาน มอเตอร์ไซค์ เราคิดกันเล่นๆว่า รถ 600กว่าคัน คิดแค่ซื้อมา 30,000 แล้วจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ แถมเจ้าของไม่เก็บค่าเข้าชม ได้ยินว่ากลุ่มจักรยานหลายกลุ่มมาเที่ยวชมที่นี้บ่อยๆ

เราเดินดู ลองนั่ง ถ่ายรูปกันอย่างเมามันส์ จนใกล้เวลา 11โมง หนิงเลยบอกพี่ๆว่าเราไปทานข้าวกันเถิด เพราะกลัวว่าร้านจะคนเยอะ ร้านที่ว่าก็ไม่พ้น ติ๊กโภชนา เจ้าดังของตลาดท่านาไปได้

ไม่นานจากพิพิธภัณฑ์เราก็ถึงร้านอาหาร เราทำการจองโต๊ะไว้เรียบร้อย กันเหนียว ไปถึง พี่ๆดูเหมือนเหนื่อยจาการปั่นมาไกล (แค่ 30กว่ากิโลเอง) หนิงซึ่งหิวมาก ถูกจัดวางให้เป็นคนสั่งอาหาร หนิงเลยสั่งชุดใหญ่แบบไม่ยั้งมาอย่างละ 2 เพราะเห็นว่าชายโสด(ชั่วคราว) ทั้งหลายคงหิวไม่แพ้กัน อาหารทยอยมาเรื่อยๆ เริ่มจากห่อหมกเนื้อปลาช่อน ตามมาด้วยลูกชิ้นปลาผัดฉ่า ไข่เจียว ต้มยำ ปลาช่อนทอดน้ำปลา หอยจ๊อลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม และปลาผัดพริกเผา เสียงร้อง(โหยหวน)ดังขึ้นไม่ขาดสาย ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นกับอาหารนะ แต่เพราะตกใจว่าทำไมมันเยอะอย่างนี้ แต่สุดท้าย อาหารทั้งหลายก็ทะยอยกันเข้าไปนอนกองอยู่ในท้องพวกเรา มีเหลือไม่กี่อย่างพี่โจทำการบรรจุภัณฑ์เอากลับไปเป็นอาหารเย็น

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารไม่มีอะไรเกินไปกว่าเรื่องของจักรยาน และที่เรียกเสียงฮาคือ พี่หมึกล้มจาการไปแข่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ฟังดูใจร้ายที่ขำขันกับเรื่องที่คนอื่นทุกข์ร้อน แต่ต้องไปฟังลีลาการเล่าของเจ้าตัว ด้วยการทอดเสียง ทำเสียงบ่น ทำให้เรื่องเศร้ากลายเป็นเรื่องตลก พี่หมึกเปรียบจักรยานเหมือนม้าที่ดีดพี่หมึกหลุดจากอาน แต่น้องๆก็ดีใจที่พี่หมึกไม่ได้เป็นอะไรมากมาย เราเสร็จจากมื้อเที่ยงภายในเวลาแค่ชั่วโมง
ตอนนี้เป็นตอนขากลับที่ใครๆก็เริ่มโอดโอย เพราะกินกันอิ่มขนาดนั้นแล้วยังจะให้ปั่นกลับอีก แต่งานนี้เรียกว่าหนีเมียกันจริงๆ เพราะไม่มีเมียใครขับรถตามมาเลย หนิงว่าถ้ามีมาจะขอติดรถกลับไปด้วย เมื่อพวกเรามากันเองได้ย่อมกลับได้เป็นธรรมดา แต่คงช้าหน่อย พี่โจซึ่งดูแช่มชื่นกว่า เวลาปั่นพระราม5ปกติ บอกว่าขากลับเราจะตามลม ซึ่งก็จะช่วยพวกเรามาก

เราปั่นกันมาเรื่อยๆจนได้ยินคนตะโกนบอกว่าพี่วสันต์ยางรั่ว พวกเราสามัคคีกันจอดรถรอ หนิงหยิบยื่นชุดปะให้ เพราะจากประสบการณ์การปั่นทัวร์ริ่ง อย่าได้ไว้ใจร้านจักรยานข้างทาง เพราะสิ่งที่เขามีไม่อาจช่วยเหลือเราได้ พี่วสันต์หารอยรั่ว แต่ไม่เจอ เลยทำการสูบลมไปก่อน ตอนนั้นมีชายไม่ทราบสัญชาติ มาจับยางรถพี่วสันต์ แล้วยังว่า ‘เนี้ยยางผ่านการแข่งมา’ เอาสิรู้ได้ไงไม่รู้ แต่ตอนหลังกลิ่นละมุดออก เราเลยว่าไม่บ้าก็เมา แล้วเราปั่นต่อไปอีกพัก

ก็ได้ยินพี่ๆบอกให้จอดร้านขายจักรยานมือสอง พี่วสันต์เองก็ได้โอกาสทำการปะยาง พี่ๆคนอื่นๆเดินเขาไปดูรถ หลากหลายคัน เห็นพี่โอมองๆอยู่ คงอยากเปลี่ยนรถใจจะขาด ถ้าไม่ใช่ว่ายืมรถหนิงปั่น พี่โอคงขอแลกรถที่ร้านนั้นเป็นแน่ อีกคนที่อยากได้รถคือพี่โจ ซึ่งรถที่พี่โจจดๆจ้อง เป็นรถคล้ายๆกับที่หนิงขี่มา เป็น Giant สภาพก็ผ่านสงครามมาเยอะพอควร ลุงเจ้าของร้านรีบเดินมาบอกว่าคันเนี้ย 7000 ร้านอื่นเขาขายกันเป็นหมื่น หนิงอยากตะโกนบอกลุงไปว่า ลุงขา ที่เป็นหมื่นนะมือใหม่คะ สภาพดีกว่าของลุงจมเลย เต็มที่หนูให้ลุง 5000ก็เยอะแล้ว อันที่จริงลุงคงดูจากการแต่งตัวของพวกเรา และคงคะเนว่าไอ้พวกเนี้ยมีเงินซื้อแน่ๆ ลุงเลยโขกราคา(คิดแบบลบสุดๆ) แต่รถคันเนี้ยถ้าพี่โจจะซื้อ หนิงแอบบอกว่าให้ต่อเยอะๆ เพราะยางก็ต้องเปลี่ยน เบาะอีก แฮนด์อีก เพราะงั้นต่อเยอะๆไว้ก่อน เดี๋ยวลุงก็ต่อกลับมาเอง

เราดูรถจนพี่วสันต์เปลี่ยนยางเสร็จ เราก็จากร้านจักรยานมือสอง เราปั่นมาเรื่อยๆ หนิงบอกว่าพี่ขา ขอขากลับแบบไกลๆหน่อย ระยะแบบขามามันจิ๊บๆ แต่วาจาที่กล่าวอ้างลืมไปว่าเวลาอิ่มๆเลือดมันจะไปเลี้ยงกระเพาะมากกว่าที่จะเลี้ยง กล้ามเนื้อขา แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของน้อง พี่อ๊อดจัดไป เรามุ่งหน้าไปทางมหิดลก่อน
แล้วเราเลี้ยวซ้ายตรงแยกก่อนถึงมหิดล พี่โจร่ำลากันตรงนี้ เราปั่นข้ามคลองมหาสวัสดิ์ตรงมาเรื่อยๆ ไม่นาน พี่โช ก็รำ่ลาไปอีกคน

เราปั่นกันมาเรื่อยๆ ถนนเส้นนี้สู้เส้นเมื่อเช้าไม่ได้ ผิวถนนเสียหายจากรถใหญ่ที่วิ่งบนถนนนี้ แต่สิ่งที่เดือดร้อนคือ เวลาที่เขาปะถนนไม่ดี แล้วเราปั่นบนถนน มันจะทำให้รู้สึกกระดอน เราซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยติ๊กโภชนาอยู่แล้ว ติ๊กก็เลยอยากจะออกมาสู่โลกกว้างบ้าง หนิงต้องหวานอม ขมกลืนอยู่พักใหญ่ทีเดียว

แต่ถนนเส้นนี้ข้อดีอย่างคือร่มรื่น ต้นไม้สองข้าง ยังคงทำหน้าที่สมบูรณ์ทุกประการ ในขณะที่แดดเองก็เริ่มโลมเลียก้นพวกเรา ก่อนหน้านี้ พี่หมึกโวยวายเรื่องแดดส่องหัว แต่หนิงได้ยินพี่โป้งบอกว่าอีกเดี๋ยว ก็หันตูดให้แดดแล้ว

เรายังคงปั่นกันมาเรื่อยๆ นักปั่นเหลือ 10คน แต่ความเร็วกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะ เริ่มอยากกลับไปนอนเล่นที่บ้านกันแล้ว เลยเริ่มทำเวลา พี่โอรอบจัด ยังคงความแข็งแรงซอยถี่ตามพวกเรามาอย่างกระชั้นชิด ไม่นานเกินรอ เราก็มาออกซอย วัดศรีประวัติ ซึ่ง หลายคนก็งงว่ามาได้ไง พี่แขก หนิงและอาร์ม แอบคุยกันว่า ถ้าหลงก็กลับไม่ถูกเหมือนกัน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราตั้งหน้าตั้งตาปั่นตามพี่อ๊อดกับ พี่โป้ง

เราออกสู่ถนนบรมราชชนนีอีกครั้ง บ่ายนี้ รถติดหน้าดู กลิ่นเหม็นควันรถ ชวนให้อยากนอนสลบอยู่ตรงนั้นเลย แต่ภาระกิจยังไม่เสร็จสิ้น เราปั่นมาเรื่อย ไม่นานก็ถึงสะพานวนเข้า ถนนนครอินทร์ ซึ่งอีกอึดใจเดียวก็ถึงจุดหมายเราแล้ว พี่อ๊อดและพี่ประพันธ์แยกตัวไปอีก เราเหลือ 8คน ถนนเส้นนี้จัดว่ารถน้อยกว้างถนนรอบด้านในละแวกนี้มาก มีรถ แต่ไม่ได้ชวนน่าปวดหัว

ความที่คุ้นเคยกับถนน พี่หมึกเริ่มเร่งความเร็ว ตามมาด้วยหนิง ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งข้ามสะพานวงเวียน พี่สุเมธไม่รอช้า แปลงร่างจากเสือภูเขาเป็นเสือหมอบทันที หนิงก็อดไม่ได้ ลืมตัวไปว่าแบกของมาเพี้ยบ พี่โอปั่นจนรอบหมด ตามไม่ไหว เสียงพี่โป้งตะโกนว่า ‘เฮ้ย 43แล้ว’ เท่านั้นละ หนิงถึงกับปล่อยให้รถไหลอย่างเดียว

พี่โป้งว่าจะแปลงร่างกันหรือไง พวกเรากลับเข้าร้านน้ำโดยสวัสดิภาพ รวมแล้วร่วม 75 กิโลเมตรสำหรับ ทริปสั้นๆอย่างนี้ อาร์มเลี้ยวขวาแยกบางกรวยกลับบ้าน พี่ๆหลายคนติดใจ อย่างพี่ประพันธ์ถึงกับออกปาก ไปไหนไปด้วยเลย สำหรับบางคนที่ไม่มา ถึงกับเสียดายชีวิตโสดขึ้นมาทีเดียว พี่ๆบอกหนิงจัดเดือนละครั้งเลย แต่ถ้าทำอย่างนั้น พวกปั่นซ้อมคงเซ็งแย่ พวกเราปั่นกันโดยเฉลี่ยความเร็วไม่ได้ต่างกันมาก จึงไม่เกิดความเบื่อหน่าย เพราะไม่ต้องปั่นรอกันไปมา อย่างบางกลุ่มที่มีความแตกต่างกันเยอะสำหรับความเร็ว

อย่างๆน้อยๆการได้ไปปั่นครั้งนี้ ก็ยังทำให้เห็นว่าถึงแม้กลุ่มเราจะเล็กกว่าหลายกลุ่ม แต่เราก็ค่อนข้างเหนียวแน่น อีกอย่าง พี่ๆหลายคนมีความคิดบรรเจิดเรื่องทริปยาวๆ
ซึ่งถ้ามีความเป็นไปได้คง ได้มีการจัดแน่ๆ

เพราะงั้น สรุปว่า นับแต่นี้ เมียๆทั้งหลายต้องระวังให้ดี เพราะสามีที่รักจะแอบหนีไปปั่นเที่ยวกันอีก แต่ถึงยังไง พี่ๆก็หนีกันไม่รอด ถึงเวลารีบแจ้นกลับบ้านทุกคน ฮา

เรื่อง นางฟ้า
รูป นางฟ้า